กระเป๋า ‘73 บิตคอยน์(BTC)’ ที่ยังไม่ขยับ กลายเป็นจุดสนใจใหม่ในคดี ‘ฟอกเงินคริปโตข้ามชาติ’ ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายแรนซัมแวร์และบรอคเกอร์คริปโตชาวรัสเซีย โดยมีการประเมินว่ากระเป๋านี้อาจเป็น ‘จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย’ ที่ช่วยคลี่คลายเส้นทางเงินต้องสงสัยในหลายดีล รวมถึงตัวตนและเครือข่ายของผู้เกี่ยวข้องในตลาดนอกกระดาน
ตามการเปิดเผยของนักวิเคราะห์บล็อกเชนชื่อดัง ‘แซกซ์เอ็กซ์บีที(ZachXBT)’ กระเป๋าดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับธุรกรรมแรนซัมแวร์หลายเคส และถูกพบระหว่างการไล่เส้นทางเงินจากดีลเรียกค่าไถ่ 3 ครั้งที่สำคัญ เขาระบุว่า ‘อเล็กซานเดอร์ ฮินคิส(Aleksandr Khinkis)’ บรอคเกอร์ซื้อขายคริปโตแบบนอกกระดาน(OTC) ชาวรัสเซีย คือบุคคลศูนย์กลางของโครงข่ายนี้
เงื่อนงำเริ่มจากการลอบติดต่อผ่านแอป ‘เทเลแกรม’ ทีมสืบสวนเข้าไปในฐานะลูกค้ารายใหม่ ขอที่อยู่กระเป๋าสำหรับโอนเงิน และที่อยู่รับเงินหนึ่งรายการที่ได้มากลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการไล่เรียงทั้งเครือข่าย ที่อยู่ซึ่งขึ้นต้นด้วย ‘0xa756’ ถูกใช้เป็นฐานตรวจสอบธุรกรรมย้อนหลัง พบการเคลื่อนย้ายเงินราว 75 รายการ คิดเป็นมูลค่าราว 4.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 70.64 ล้านบาท) และมีการวิเคราะห์ว่ากิจกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องอย่างน้อยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 เป็นต้นมา
‘ความคิดเห็น’ การที่สืบจากแค่หนึ่งที่อยู่แล้วลากโยงออกมาได้ถึงระดับหลายล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าบล็อกเชนไม่ได้ปิดบังตัวตนได้ง่ายเหมือนในอดีตอีกต่อไป
คดีนี้ผูกโยงกับธุรกรรมแรนซัมแวร์รวม 3 กรณี คิดเป็นบิตคอยน์(BTC) ทั้งหมด 796 BTC โดยแต่ละเคสมีรูปแบบการเดินเงินและปลายทางที่แตกต่างกัน แต่สุดท้ายกลับมาบรรจบที่กลุ่มที่อยู่กระเป๋าชุดเดียวกัน
กรณีแรกเกิดขึ้นในเดือนกันยายน 2023 มูลค่าราว 560 BTC เงินส่วนนี้ถูกกระจายผ่านที่อยู่บริดจ์ 5 รายการ ก่อนจะถูกเคลื่อนย้ายต่อไปยังเครือข่ายอวาลันเช(AVAX) ในปี 2024 แสดงให้เห็นการใช้โครงสร้างข้ามเชนเพื่อกลบเส้นทางเงิน
กรณีที่สองเกิดขึ้นช่วงกันยายน 2025 วงเงินประมาณ 72 BTC โดยมากกว่า 15% ของจำนวนนี้ถูกพบว่ามีการ ‘ทับซ้อน’ กับกระเป๋าที่เคยใช้ในเคสแรนซัมแวร์ก่อนหน้า ราว 1.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 20.44 ล้านบาท) ถูกนำไปผ่านบริการแลกเปลี่ยนฉับพลัน ก่อนจะไหลต่อไปยังกระเป๋าในเครือข่ายทรอน(TRX)
กรณีล่าสุดเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2025 มีการยืนยันการเคลื่อนย้าย 164 BTC คิดเป็นมูลค่าราว 3.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 57.11 ล้านบาท) โดยใช้รูปแบบเดียวกันคือ วิ่งผ่านหลายกระเป๋าและหลายเครือข่าย ก่อนจะมารวมตัวกันในที่อยู่บนเครือข่ายทรอน(TRX)
จุดที่น่าสนใจคือ ที่อยู่ทรอน(TRX) จำนวน 7 รายการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมชุดนี้ ภายหลังถูกผู้ให้บริการเหรียญเสถียรภาพเทเธอร์(USDT) ‘อายัดและเผาทำลาย’ โทเคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสะท้อนว่า มีการดำเนินการในระดับทางกฎหมายหรือความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงการวิเคราะห์เชิงเทคนิคบนบล็อกเชนเท่านั้น
ในภาพรวม ขณะนี้ยังมีสินทรัพย์ต้องสงสัยที่เกี่ยวโยงกับเคสนี้ราว 16.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 249 ล้านบาท) ที่ยังคงค้างอยู่ในกลุ่มที่อยู่ที่เกี่ยวข้องหรืออาจถูกทยอยแปลงเป็นเงินสดไปแล้วบางส่วน
แซกซ์เอ็กซ์บีทีระบุว่า ได้ส่งมอบข้อมูลกระเป๋าและหลักฐานธุรกรรมทั้งหมดให้กับหน่วยงานกำกับดูแลและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายแล้ว อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ยังไม่มีรายงาน ‘การจับกุมอย่างเป็นทางการ’ ของผู้เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้ออกมา
ข้อมูลโอเพ่นซอร์ส (OSINT) ยังชี้ด้วยว่า ฮินคิสมีการเดินทางระหว่างประเทศบ่อยครั้ง โดยเฉพาะไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย เส้นทางการเดินทางเหล่านี้จึงถูกรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวน ทั้งเพื่อจับคู่กับไทม์ไลน์การเคลื่อนย้ายเงินบนบล็อกเชน และตรวจสอบเครือข่ายคู่ค้าในพื้นที่ต่าง ๆ
ท่ามกลางเส้นทางเงินที่ยุ่งเหยิง ‘73 บิตคอยน์(BTC)’ ที่ยังคงนิ่งเฉยในกระเป๋าเดิม กลับกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญของปริศนา เมื่อใดก็ตามที่เงินก้อนนี้เริ่มเคลื่อนไหว เครื่องมือวิเคราะห์บล็อกเชนและเครือข่ายสืบสวนจากหลายหน่วยงาน มีแนวโน้มจะทำงานพร้อมกันในทันที ด้วยความหวังว่าจะลากเส้นไปถึงตัวบุคคลและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเครือข่ายฟอกเงิน
‘ความคิดเห็น’ เคสนี้สะท้อนภาพสองด้านของโลกคริปโตอย่างชัดเจน ด้านหนึ่ง คือการฟอกเงินด้วยบิตคอยน์(BTC) และสินทรัพย์ดิจิทัลที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ แต่อีกด้านคือ ‘เทคโนโลยีการติดตาม’ ที่กำลังพัฒนาเร็วไม่แพ้กัน ทำให้การซ่อนร่องรอยบนเชนเริ่มเป็นเรื่องยากสำหรับผู้เล่นใต้ดินมากขึ้นทุกปี
ความคิดเห็น 0