บิตคอยน์(BTC) ร่วงหลุดแนวรับสำคัญ 7 หมื่นดอลลาร์อีกครั้ง หลังขึ้นไปทดสอบแนวต้าน 7.2 หมื่นดอลลาร์แต่ไม่ผ่าน ทำให้ราคาถอยกลับและกดดันบรรยากาศการลงทุนอย่างหนัก ขณะเดียวกันข้อมูลบนเชนและมุมมองนักวิเคราะห์บางส่วนกลับมองสถานการณ์นี้เป็น ‘โอกาสเข้าซื้อ’ สำหรับนักลงทุนระยะยาวที่รับความเสี่ยงได้
บิตคอยน์(BTC) เคยดีดขึ้นไปใกล้ 7.6 หมื่นดอลลาร์เมื่อราวหนึ่งสัปดาห์ก่อน สร้างความหวังว่าจะกลับมาเป็นขาขึ้นเต็มตัว แต่แรงขายทำกำไรตามมารุนแรง กดราคาลงไปต่ำกว่า 6.8 หมื่นดอลลาร์ ก่อนจะฟื้นตัวระยะสั้นขึ้นมาแตะ 7.2 หมื่นดอลลาร์ ทว่าไม่สามารถฝ่า ‘แนวต้าน’ ได้ และอ่อนตัวลงมาเคลื่อนไหวใต้ระดับ 7 หมื่นดอลลาร์อีกครั้ง ‘ความผันผวน’ ที่เพิ่มขึ้นรอบนี้ ถูกเชื่อมโยงกับความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ประกอบกับความไม่แน่นอนในตลาดการเงินโลกที่สูงขึ้นพร้อมกัน
นักวิเคราะห์คริปโต มิคาเอล ฟาน เดอ พ็อป(Michaël van de Poppe) มองว่าตลาดตอนนี้เข้าสู่ภาวะ ‘ยอมจำนน (capitulation)’ ของกลุ่มนักลงทุนระยะสั้นอย่างชัดเจน ‘คำ’ นี้หมายถึงช่วงที่นักลงทุนซึ่งทนขาดทุนต่อไปไม่ไหว เริ่มเทขายออกมาเป็นจำนวนมากในเวลาใกล้เคียงกัน กลายเป็นแรงกดดันราคาลูกโซ่
ฟาน เดอ พ็อปอธิบายเพิ่มเติมว่า ผู้เล่นจำนวนไม่น้อยที่เริ่ม ‘รับของ’ ตั้งแต่ช่วงราคาใกล้ 8 หมื่นดอลลาร์ หวังจะเก็งกำไรจากการรีบาวด์ กลับต้องติดดอยยาวเมื่อราคาไหลลงมาต่ำกว่า 7 หมื่นดอลลาร์และทรงตัวในโซนล่างเป็นเวลานาน ทำให้หลายคนเข้าสู่ภาวะขาดทุนหนักต่อเนื่อง ผลที่ตามมาคือ ‘จิตวิทยาตลาด’ ถูกกดให้เข้าสู่โหมด ‘ความกลัวขั้นสุด’ ซึ่งมักเห็นได้จากปริมาณโพสต์เชิงลบในโซเชียลมีเดียและการเร่งปิดสถานะของเทรดเดอร์ระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ฟาน เดอ พ็อปชี้ว่าหากมองย้อนไปในรอบก่อนหน้า หลังผ่านช่วง ‘ยอมจำนน’ ที่รุนแรงแล้วประมาณ 12 เดือน ตลาดบิตคอยน์มักกลับมาฟื้นตัวที่ระดับราคาสูงกว่าเดิมในหลายกรณี ‘ความคิดเห็น’ เขาประเมินว่าสภาพตอนนี้อาจเป็นหนึ่งในจังหวะที่ดีสำหรับนักลงทุนที่มองภาพยาวและพร้อมทยอยสะสมสินทรัพย์มากกว่าการไล่ราคาตอนตลาดร้อนแรง
ในอีกมุมหนึ่ง นักวิเคราะห์ข้อมูลบนเชน อาลี มาร์ติเนซ(Ali Martinez) เผยว่าตัวชี้วัด ‘มูลค่าตลาดรับรู้แล้ว (Realized Cap)’ ของกลุ่มผู้ถือบิตคอยน์หน้าใหม่ เพิ่งลงมาทำ ‘จุดต่ำสำคัญ’ เมื่อไม่นานนี้ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า นักลงทุนที่เพิ่งเข้าตลาดในช่วงราคาแพงจำนวนมากได้ ‘ยอมตัดขาดทุน’ ไปแล้ว และ ‘คำ’ ที่มักใช้เรียกกลุ่มนี้คือ ‘มืออ่อน (weak hands)’ ได้ถูกบีบให้ออกจากตลาดไปส่วนหนึ่ง
มาร์ติเนซมองว่าช่วงลักษณะนี้คือจังหวะที่ ‘ความร้อนแรงเชิงเก็งกำไร’ ถูกชะล้างออกไปเกือบหมด เหลือเพียงกลุ่มผู้ถือครองที่มีความเชื่อมั่นสูงในระยะยาว หรือที่หลายคนเรียกว่า ‘นักลงทุนสายศรัทธาสูง’ อยู่ในตลาดมากขึ้น โครงสร้างผู้ถือครองจึงเริ่มเปลี่ยนจากมือสั้นที่เน้นซื้อขายถี่ ไปสู่มือยาวที่พร้อมถือผ่านรอบขึ้นลง
หากเทียบกับประวัติศาสตร์ราคา ‘คำ’ วัฏจักรแบบนี้มักเกิดในช่วงที่ตลาดกำลังซึมยาวหลังการปรับฐานใหญ่ ก่อนจะทยอยไหลเข้าสู่ระยะ ‘สะสม (accumulation)’ ที่รายใหญ่และนักลงทุนระยะยาวใช้เป็นโอกาสค่อยๆ เก็บของ ในขั้นตอนนี้ราคามักแกว่งในกรอบกว้างแต่ไม่ทำจุดต่ำสุดใหม่รุนแรงเหมือนตอนเทขายรอบแรก
โดยรวมแล้ว แม้บิตคอยน์(BTC) จะยังตอบสนองต่อ ‘ปัจจัยมหภาค’ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์อย่างไว ทำให้ราคาแกว่งแรงในระยะสั้น แต่สัญญาณจากข้อมูลบนเชนและโครงสร้างผู้ถือเหรียญเริ่มบ่งชี้ว่า ‘โอกาสการสร้างฐานราคา’ อาจกำลังก่อตัวอยู่ภายในตลาด ‘ความคิดเห็น’ ทิศทางข้างหน้าจึงน่าจะขึ้นอยู่กับสองปัจจัยหลัก คือ ความสามารถของตลาดโลกในการคลายความตึงเครียดภายนอก และแรงซื้อใหม่ที่จะกลับเข้ามารองรับ หากสองเงื่อนไขนี้ค่อยๆ คลี่คลาย ก็มีโอกาสเห็นบิตคอยน์(BTC) กลับเข้าสู่โหมดสะสมกำลังเพื่อรอบขาขึ้นถัดไปอีกครั้ง
ความคิดเห็น 0