บิตคอยน์(BTC) ฟื้นตัวกลับมายืนเหนือ ‘70,000 ดอลลาร์’ อีกครั้ง หลังจากทะลุระดับ 72,000 ดอลลาร์ได้ในระหว่างวัน แม้การดีดตัวรอบนี้จะชัดเจน แต่สิ่งที่ตลาดคริปโตกำลังจับตามากกว่าคือ ‘ทำไมถึงร่วงแรงก่อนหน้านี้’ ไม่ใช่แค่ว่าจะ ‘รีบาวด์ได้แค่ไหน’ XWIN รีเสิร์ช เจแปนมองว่าการปรับฐานรอบล่าสุดไม่ได้เป็นแค่การ ‘ขายทำกำไร’ ทั่วไป แต่เกิดจาก ‘ภาวะสภาพคล่องโลกตึงตัว’ ผสมกับ ‘การล้างเลเวอเรจ’ ในตลาดอนุพันธ์อย่างพร้อมกัน
ตามรายงานของ XWIN รีเสิร์ช เจแปน ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ‘ดอกเบี้ยสหรัฐที่อยู่ในระดับสูง’, ‘ดอลลาร์แข็งค่า’ และ ‘อัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่นขยับขึ้น’ ต่างช่วยกันบีบให้ ‘กระแสเงินทุนทั่วโลกหดตัว’ โดยเฉพาะญี่ปุ่นซึ่งเดิมเป็นหนึ่งในแหล่ง ‘ทุนไหลออก’ รายใหญ่ของโลก เมื่อบอนด์ญี่ปุ่นให้ผลตอบแทนสูงขึ้น นักลงทุนญี่ปุ่นจึงมีแรงจูงใจน้อยลงในการนำเงินไปลงทุนต่างประเทศ ทำให้ ‘เม็ดเงินใหม่’ ที่ควรจะไหลเข้า ‘บิตคอยน์(BTC)’ และตลาดสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ความเคลื่อนไหวรอบนี้จึงไม่ใช่ภาพของคนแห่ ‘ทิ้งบิตคอยน์’ แต่เป็นภาวะที่ ‘เงินใหม่ไม่ค่อยได้เข้ามาตั้งแต่ต้น’ มากกว่า
อีกปัจจัยที่ซ้ำเติมการร่วงคือการล้างสถานะเลเวอเรจในตลาดอนุพันธ์ที่มากเกินไปในช่วงขาขึ้น ก่อนหน้านี้มีการเปิด ‘โพซิชันฝั่งขาโหลดเลเวอเรจสูง’ สะสมอยู่จำนวนมาก พอราคาหันหัวลง แรงบังคับขายจากการถูกล้างโพซิชันก็เกิดเป็น ‘โดมิโน’ ทำให้การปรับฐานแรงกว่าปกติ และยังไปกดความต้องการซื้อในระยะสั้นให้หายไปจำนวนหนึ่ง ‘คำ’ สัญญาณเชิงโครงสร้างจากออนเชนที่มักถูกใช้วัดแรงซื้อขาย เช่น ค่า STH-SOPR ที่หลุดลงมาต่ำกว่า 1 ถูกตีความว่า ‘ผู้ถือระยะสั้นกำลังขายขาดทุน’ แทนที่จะเป็นการเฉลี่ยต้นทุนเพิ่ม ขณะที่ ‘Coinbase Premium Gap’ ที่กลายเป็นลบก็ชี้ให้เห็นว่า ‘แรงซื้อจากฝั่งสหรัฐอเมริกาอ่อนตัว’ ลงอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม หากดูจากกราฟราคาเพียงอย่างเดียว โครงสร้างทางเทคนิคของบิตคอยน์(BTC) ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่า ‘ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว’ หลังการดิ่งลงแรงในเดือนกุมภาพันธ์ ราคายังคงเคลื่อนไหวแกว่งตัวในกรอบประมาณ 62,000–72,000 ดอลลาร์ และยัง ‘เกาะอยู่ใต้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 วัน และ 200 วัน’ ซึ่งปกติถูกมองเป็นแนววัดเทรนด์กลางถึงยาว นั่นหมายความว่าโครงสร้าง ‘ขาลงเชิงกลาง-ยาว’ ยังไม่ได้ถูกลบล้างเต็มตัว ถึงแม้ช่วงล่าสุดจะมีการทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 50 วันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่หากไม่มี ‘การเบรกผ่านพร้อมปริมาณซื้อขายที่หนาแน่น’ ก็ยากที่จะฟันธงว่าเทรนด์หมีได้จบลงแล้ว
ฝั่งปัจจัยมหภาค ตลาดกำลังให้ความสำคัญกับ ‘ทิศทางสภาพคล่องโลกในช่วงถัดจากนี้’ มากขึ้น หนึ่งในตัวแปรที่ถูกพูดถึงคือโอกาสที่สหรัฐอเมริกาอาจเข้าสู่ช่วง ‘ขยายงบประมาณภาครัฐ’ เพื่อรับศึกเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งโดยทั่วไปมักนำไปสู่การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นก็ถูกจับตาในมุมมองเรื่อง ‘ความเป็นไปได้ในการออกกองทุน ETF บิตคอยน์’ หากมีการอนุมัติจะยิ่งช่วยดึงดูดการลงทุนสถาบันจากฝั่งเอเชียมากขึ้น
‘ความคิดเห็น’ นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่าการดีดกลับเหนือ 70,000 ดอลลาร์รอบนี้ อาจเป็นเพียง ‘การรีบาวด์เชิงเทคนิค’ ภายในกรอบไซด์เวย์ที่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นสัญญาณ ‘ผ่านจุดต่ำสุดของสภาพคล่อง’ ขณะที่อีกฝั่งเชื่อว่าหากมีตัวเร่งทั้งจาก ‘นโยบายการคลังสหรัฐ’ และ ‘ข่าวเชิงบวกจากญี่ปุ่น’ อาจเห็นเม็ดเงินใหม่ไหลกลับเข้ามาเติมในตลาดบิตคอยน์(BTC) ได้แรงกว่าที่คาด ในท้ายที่สุด คำตอบว่า ‘นี่คือการฟื้นตัวก่อนลงต่อ หรือจุดเปลี่ยนกลับสู่ขาขึ้นรอบใหม่’ จะขึ้นอยู่กับว่า ‘กระแสเงินทุนโลก’ จะพลิกทิศกลับมาหา ‘สินทรัพย์เสี่ยง’ ได้จริงแค่ไหนในช่วงเดือนต่อๆ ไป
ความคิดเห็น 0