Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

บิตคอยน์(BTC) ทะลุ 73,000 ดอลลาร์ รับเงินไหลเข้า ETF หนุนคริปโตแข็งแกร่งท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลาง

บิตคอยน์(BTC) กลับมายืนเหนือ 7.3 หมื่นดอลลาร์ได้อีกครั้งท่ามกลางวิกฤตตะวันออกกลางที่ทวีความตึงเครียด โดยแม้ ‘ประธานาธิบดีทรัมป์’ จะสั่ง ‘ปิดล้อม’ ช่องแคบฮอร์มุซ แต่กระแสเงินยังไหลเข้าตลาดสินทรัพย์เสี่ยง หนุนให้ตลาดคริปโตโดยรวมเคลื่อนไหวอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่นักลงทุนยังมองบิตคอยน์(BTC) เป็นสินทรัพย์ที่รับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้ดีในระยะกลาง

เมื่อวันที่ 14 (เวลาท้องถิ่น) ตามข้อมูลจาก CoinGecko บิตคอยน์(BTC) ซื้อขายที่ราว 73,113 ดอลลาร์ (ประมาณ 10.8 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 2.8% ในรอบ 24 ชั่วโมง ด้านอีเธอเรียม(ETH) ขึ้นมาอยู่ที่ 2,254 ดอลลาร์ (ราว 3.33 แสนบาท) บวก 2.5% มูลค่าตลาดรวมคริปโตเพิ่มขึ้น 2% แตะ 2.55 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,777 ล้านล้านบาท) โดย ‘อัตราครองตลาด’ ของบิตคอยน์(BTC) ขยับเข้าใกล้ระดับ 60% สะท้อนบทบาทสินทรัพย์หลักของตลาดชัดเจน

เบื้องหลังการดีดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่การเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่านล้มเหลว ทั้งสองฝ่ายใช้เวลากว่า 21 ชั่วโมงหารือที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน แต่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ หลังการเจรจาพังลง ประธานาธิบดีทรัมป์จึงสั่งใช้มาตรการ ‘ปิดล้อม’ ต่อเรือสินค้าที่มุ่งหน้าไปยังท่าเรืออิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ความตึงเครียดพุ่งสูง รายงานบางสำนักระบุว่า มีเพียงเรือสินค้าที่มุ่งหน้าไปยังท่าเรือของประเทศพันธมิตรสหรัฐเท่านั้นที่ยังได้รับอนุญาตให้ผ่านได้

ตลาดน้ำมันโลกตอบสนองทันที ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นถึงราว 9% แตะบริเวณ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะอ่อนตัวลงมาบริเวณ 98 ดอลลาร์ และเริ่มทรงตัว แต่สำหรับตลาดคริปโต กระแสเงินกลับไม่ได้ไหลออกอย่างที่กังวลกันในตอนแรก

ในตลาดอนุพันธ์คริปโต ‘ความผันผวน’ เริ่มขยายตัวชัดเจน ข้อมูลจาก Coinglass ระบุว่า มูลค่ามิเปิดสถานะสัญญาฟิวเจอร์สบิตคอยน์(BTC) หรือ Open Interest แตะระดับ 54.9 พันล้านดอลลาร์ (ราว 81 ล้านล้านบาท) ภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีการบังคับปิดสถานะ (liquidation) รวมประมาณ 297 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.4 หมื่นล้านบาท) โดยฝั่งที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือผู้ที่ถือสถานะชอร์ต ซึ่งไม่ได้เดิมพันการขึ้นของราคา

‘ความคิดเห็น’ การที่ราคาดีดแรงพร้อมการล้างสถานะชอร์ตจำนวนมาก สื่อให้เห็นว่าตลาดยังมีแรงซื้อสะสมอยู่พอสมควร แม้จะมีความผันผวนระยะสั้น เป็นสัญญาณว่าความเชื่อมั่นฝั่งขาขึ้นยังไม่ถูกทำลายง่าย ๆ

ฝั่งสถาบันเองก็ยังไม่ลดน้ำหนักต่อบิตคอยน์(BTC) แม้ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จะสูงขึ้นก็ตาม ข้อมูลจาก SoSoValue ระบุว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทุน ETF บิตคอยน์สปอตของสหรัฐยังมีเงินไหลเข้าสุทธิมากถึง 786 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.16 แสนล้านบาท) ส่งผลให้สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) รวมของกองทุนเหล่านี้ขยายขึ้นแตะประมาณ 95 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.4 ล้านล้านบาท)

ฝั่งอีเธอเรียม(ETH) ETF ก็มีทิศทางในเชิงบวกเช่นกัน โดยมียอดเงินไหลเข้าสุทธิในสัปดาห์เดียว 187 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.77 หมื่นล้านบาท) โดยเฉพาะกองทุน ETHA ของแบล็คร็อกที่ดึงดูดเงินได้ถึง 168 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นกองทุนที่นำกระแสหลักให้กับผลิตภัณฑ์อีเธอเรียม(ETH) ETF ทั้งหมด ส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมของ ETF อีเธอเรียม(ETH) แตะระดับ 12.96 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.92 แสนล้านบาท)

ในฝั่งอัลต์คอยน์ ภาพรวมยังคงผสมผสาน ระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนแตกต่างกันออกไปตามแต่ละเหรียญ เรฟด์ดีเอโอ(RAVE DAO) กลายเป็นเหรียญที่โดดเด่นที่สุด โดยราคาพุ่งขึ้นเกือบ 97% ภายใน 24 ชั่วโมง และหากมองในกรอบสัปดาห์ ผลตอบแทนสะสมทะลุ 1,000% ย้ำภาพ ‘เก็งกำไรจัดเต็ม’ ในกลุ่มเหรียญเล็ก ขณะที่เอฟฟ์(AAVE) และไฮเปอร์ลิควิด(Hyperliquid)(HYPE) ปรับตัวขึ้นราว 6% ในช่วงเวลาเดียวกัน

กลุ่มอัลต์คอยน์ขนาดใหญ่ก็เคลื่อนไหวในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่ โซลานา(SOL) ขยับขึ้น 2.4% มาที่ 84 ดอลลาร์ ริปเปิล(XRP) ปรับขึ้น 1.3% อยู่ที่ 1.35 ดอลลาร์ ขณะที่ไบแนนซ์คอยน์(BNB) ดีดตัว 2.5% เคลื่อนไหวที่โซน 608 ดอลลาร์ สะท้อนว่ากระแสเงินยังไม่ไหลออกจากเหรียญหลัก ๆ มากนัก

ตรงกันข้าม โครงการโพลคาดอต(DOT) กลายเป็นเหรียญที่เผชิญแรงขาย หลังเกิดเหตุ ‘โจมตีช่องโหว่ (exploit)’ บนโปรโตคอล Hyperbridge ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างโพลคาดอต(DOT) กับเครือข่ายอีเธอเรียม(ETH) เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของระบบนิเวศ ทำให้ราคาโพลคาดอต(DOT) ร่วงลงราว 5% มาอยู่ที่ 1.19 ดอลลาร์

โดยรวมแล้ว แม้สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและคำสั่งปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของประธานาธิบดีทรัมป์จะเพิ่มความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจโลก แต่ตลาดคริปโตที่นำโดยบิตคอยน์(BTC) ยังคงแสดงให้เห็นถึง ‘ความแข็งแกร่งของเม็ดเงินลงทุน’ จากทั้งรายย่อยและสถาบัน อย่างไรก็ตาม เมื่อปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์มาบรรจบกับความร้อนแรงในตลาดอนุพันธ์ โอกาสเกิด ‘ความผันผวนระยะสั้น’ ก็ยังมีอยู่สูง นักลงทุนจึงควรบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบในช่วงจังหวะที่ตลาดเคลื่อนไหวแรงเช่นนี้

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1