บิตคอยน์(BTC) ยังคง ‘แกว่งตัวหาแนวทาง’ ท่ามกลางการชะลอตัวของแรงซื้อในตลาดหุ้นโลกหลังวิ่งขึ้นต่อเนื่อง 10 วันติด แม้จะมีแรงขายระยะสั้น แต่ข้อมูลจากตลาดอนุพันธ์เริ่มส่งสัญญาณ ‘ชอร์ต(Short) สะสมแน่น’ ซึ่งอาจเป็นตัวจุดชนวนให้ความผันผวนของราคาบิตคอยน์(BTC) ขยายตัวได้ในระยะใกล้
เช้าวันที่ 17 ในช่วงเปิดการซื้อขายฝั่งเอเชีย บิตคอยน์(BTC) เคลื่อนไหวแถว 74,700 ดอลลาร์ หรือราว 1.105 ล้านบาทต่อเหรียญ ลดลงราว 0.4% ในกรอบ 24 ชั่วโมง แต่ถ้ามองภาพสัปดาห์ยังบวกอยู่ประมาณ 3.5% ขณะที่ อีเธอเรียม(ETH) ซื้อขายราว 2,327 ดอลลาร์ ร่วง 1.4% รายวัน แต่ให้ผลตอบแทนรายสัปดาห์ราว 6% กลายเป็นสินทรัพย์คริปโตใหญ่ที่ฟอร์มเด่นสุดในกลุ่มเดียวกัน
ในฝั่งอัลท์คอยน์หลัก XRP ยืนที่ 1.43 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 6.4% ในรอบสัปดาห์ โซลานา(SOL) อยู่ที่ 87.67 ดอลลาร์ บวก 2.7% ขณะที่ BNB ขยับขึ้น 0.7% มาที่ 629.89 ดอลลาร์ และโดชคอยน์(DOGE) เคลื่อนไหวแถว 0.0976 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราว 5.6% เมื่อเทียบสัปดาห์ต่อสัปดาห์
ตลาดหุ้นโลกเริ่มชะลอหลังทำจุดสูงสุดใหม่ ขณะที่ ‘น้ำมัน’ ถอยตัวลงมาเล็กน้อย MSCI ดัชนีหุ้นทั่วโลกที่เพิ่งทำสถิติสูงสุดในวันก่อนหน้า อ่อนตัวลงประมาณ 0.1% ในช่วงการซื้อขายฝั่งเอเชีย ส่วน S&P500 ก็เพิ่งทำ ‘ออลไทม์ไฮ’ เช่นกัน ก่อนจะเริ่มย่อตัวด้วยแรงขายทำกำไร ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ น้ำมันดิบเบรนท์ปรับลงราว 1.2% มาที่แถว 98.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
กระแสนี้ถูกเชื่อมโยงกับท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ต่อสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยเมื่อวันที่ 17 (เวลาท้องถิ่น) เขาระบุว่าความเป็นไปได้ในการบรรลุ ‘ข้อตกลงหยุดยิงถาวร’ กับอิหร่านนั้น “เป็นไปในทิศทางที่ดีมาก” ทรัมป์อ้างว่าอิหร่านได้ตกลงยุติโครงการนิวเคลียร์ ห้ามถ่ายโอนวัสดุนิวเคลียร์ และเปิดช่องทางเดินเรือที่ช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่ฝั่งอิหร่านยังไม่ได้ออกมายืนยันข้อตกลงดังกล่าวอย่างเป็นทางการ
ในอีกด้านหนึ่ง มีการประกาศข้อตกลงหยุดยิง 10 วัน ระหว่างอิสราเอลและเลบานอนแยกต่างหาก ทำให้ตลาดรับรู้ในเชิง ‘คลายกังวล’ ต่อความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนจำนวนไม่น้อยมองว่าข่าวหยุดยิงอาจถูกตีความว่าคืบหน้ามากกว่าข้อเท็จจริง ส่งผลให้ ‘พรีเมียมความเสี่ยงสงคราม’ ในตลาดน้ำมันถูกถอดออกค่อนข้างเร็ว แม้ว่าในความเป็นจริง ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง และสถานการณ์การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติเต็มรูปแบบ
ในฝั่งคริปโต สัญญาณที่ทำให้นักเทรดหันมาจับตา คือภาวะ ‘ชอร์ตล้นตลาด’ ในตลาดอนุพันธ์ของบิตคอยน์(BTC) ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ‘อัตรา Funding Fee ของสัญญาฟิวเจอร์สแบบ Perpetual’ ของบิตคอยน์(BTC) ลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2023 และเข้าเขต ‘ติดลบแรง’ แล้ว
เมื่อ ‘ค่าฟันดิงติดลบ’ หมายความว่า ฝั่งที่เปิดชอร์ต(Short) ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับฝั่งล็อง(Long) ซึ่งแปลว่าตลาดกำลัง “เอนเอียงด้านขาลงมากผิดปกติ” หรือมีการเปิดชอร์ตสะสมจำนวนมากในระบบ ‘ความคิดเห็น’ สถานการณ์แบบนี้มักจะไม่ยั่งยืน เพราะเพียงมีแรงซื้อหรือข่าวบวกไม่มาก ก็สามารถจุดชนวนให้ชอร์ตจำนวนมากถูกบีบปิดสถานะพร้อมกันได้
ซีอีโอของแพลตฟอร์มวิเคราะห์ เดอโรสแต็ก (ZeroStack) ดาเนียล ไรส์-ฟาเรีย(Daniel Reis-Faria) ให้ความเห็นว่า “ระดับฟันดิงปัจจุบันสะท้อนชัดว่าตลาดอยู่ในภาวะ ‘โอเวอร์ชอร์ต’ ถ้าบิตคอยน์(BTC) พลิกขึ้นต่อได้จริง เราอาจเห็นการชอร์ตถูกล้างออก (Short Squeeze) ครั้งใหญ่ ซึ่งจะเร่งให้ความเร็วมุมขาขึ้นรุนแรงกว่าปกติ”
เขายังประเมินความเป็นไปได้ว่า ภายใน 30–60 วันข้างหน้า บิตคอยน์(BTC) อาจมีโอกาสไต่ระดับขึ้นไปถึงโซน 125,000 ดอลลาร์ หากแรงซื้อจาก ‘สถาบันการเงินรายใหญ่’ ยังไหลเข้าต่อเนื่องและกดดันให้ฝั่งชอร์ตต้องทยอยปิดสถานะเป็นลูกโซ่
แต่ในขณะที่ตลาดอนุพันธ์ส่งสัญญาณ ‘พร้อมดีดกลับ’ ฝั่งออนเชนกลับสะท้อนภาพที่ระมัดระวังมากกว่า นักวิเคราะห์ชื่อ ‘คริปโตวิซอาร์ต(CryptoVizArt)’ ได้ใช้ตัวชี้วัดที่เรียกว่า ‘True Market Mean’ เพื่อประเมินต้นทุนเฉลี่ยของผู้เล่นที่ยัง ‘แอ็กทีฟ’ อยู่ในตลาดตอนนี้ ผลที่ออกมาคือ ราคาซื้อเฉลี่ยของกลุ่มนี้สูงกว่าราคาปัจจุบัน นั่นแปลว่า นักลงทุนจำนวนมากกำลังถือ ‘สถานะขาดทุนบนกระดาษ’
หากย้อนดูในอดีต ช่วงที่ราคาบิตคอยน์(BTC) เคลื่อนไหวต่ำกว่าค่า ‘True Market Mean’ เป็นเวลานาน มักตรงกับช่วงขาลงหนัก เช่น วัฏจักรหมีปี 2018–2019 และช่วงล่มสลายของลูน่า และแพลตฟอร์ม FTX ระหว่างปี 2022–2023 โดยในสองเหตุการณ์นั้น บิตคอยน์(BTC) เคยปรับตัวลงลึกสุดราว 57% และ 56% ตามลำดับจากจุดสูงสุดก่อนหน้า
‘ความคิดเห็น’ ความจริงที่ว่าผู้เล่นจำนวนมากยังติดดอยอยู่ ทำให้แม้เกิดการดีดตัวจากชอร์ตสกวีซ แต่แรงขายของนักลงทุนที่รอจังหวะ “เอาทุนคืน” ก็อาจโผล่มากดดันราคาทุกครั้งที่ราคาขึ้นใกล้โซนต้นทุนของพวกเขา
เมื่อสัญญาณ ‘ขาขึ้นจากชอร์ตล้น’ กับสัญญาณ ‘อ่อนแรงจากภาวะขาดทุนสะสมบนออนเชน’ มาเจอกัน ตลาดบิตคอยน์(BTC) จึงอยู่ในภาวะที่ทั้งสองภาพนี้ต้องชี้ขาดกันในช่วงต่อไป นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่าทิศทางถัดไปของบิตคอยน์(BTC) อาจขึ้นอยู่กับตัวแปรมหภาคอย่างความคืบหน้าของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง สินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโตอาจได้ ‘แรงหนุน’ ต่อเนื่อง แต่ถ้าความไม่แน่นอนกลับมาปะทุใหม่ ความผันผวนรุนแรงก็ยากจะหลีกเลี่ยง
ท้ายที่สุด บิตคอยน์(BTC) กำลังยืนอยู่บนจุดตัดสำคัญระหว่าง ‘แรงบีบชอร์ตจากตลาดอนุพันธ์’ กับ ‘แรงขายรอระบายจากนักลงทุนที่ยังขาดทุน’ ทำให้ช่วงเวลานี้กลายเป็นจังหวะที่นักลงทุนต้องจับตาความเปลี่ยนแปลงของข้อมูลทั้งสองฝั่งควบคู่ไปกับข่าวสารมหภาคอย่างใกล้ชิดมากกว่าปกติ
ความคิดเห็น 0