เทเธอร์(USDT) เดินหน้าขยายพอร์ตลงทุนออกนอก ‘สเตเบิลคอยน์’ อีกขั้น หลังเข้าถือหุ้น 8.2% ในบริษัทปล่อยกู้ด้วยบิตคอยน์(BTC) สำหรับนักขุดอย่าง แอนต์อัลฟ่า(Antalpha) ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท พร้อมตอกย้ำภาพเทเธอร์ในฐานะผู้เล่นที่กำลังปูฐานสู่โครงสร้างพื้นฐานคริปโตรอบด้าน ไม่ใช่แค่ผู้ออกสเตเบิลคอยน์รายใหญ่เพียงอย่างเดียว
เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) จากรายงาน 13D ที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) ระบุว่า เทเธอร์ได้เข้าถือหุ้นแอนต์อัลฟ่า จำนวน 1.95 ล้านหุ้น ผ่านนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้สัดส่วนถือครองอยู่ที่ 8.2% ของหุ้นทั้งหมด โดย ‘จานคาร์โล เดวาซิไน’(Giancarlo Devasini) ประธานเทเธอร์ เป็นผู้มีสิทธิออกเสียงและสิทธิในการจำหน่ายจ่ายโอนหุ้นชุดนี้ ทั้งนี้ เทเธอร์เปิดเผยเพิ่มเติมว่า สัดส่วนการถือหุ้นอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและโอกาสการลงทุนในอนาคต
แอนต์อัลฟ่าเป็นบริษัทที่เน้นปล่อย ‘สินเชื่อบิตคอยน์แบบมีสินทรัพย์ค้ำประกัน’ ให้กับกลุ่มนักขุดคริปโต รวมถึงจัดหาเงินทุนสำหรับจัดซื้อเครื่องขุด โดยสิ้นปี 2024 แอนต์อัลฟ่ามีพอร์ตสินเชื่อรวมราว 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เชื่อมโยงกับระบบนิเวศของบริษัทผลิตเครื่องขุดรายใหญ่ ‘บิตเมน(Bitmain)’ อย่างใกล้ชิด แอนต์อัลฟ่าเพิ่งระดมทุนจากการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) เมื่อปีก่อน ที่ราคา 12.80 ดอลลาร์ต่อหุ้น คิดเป็นเม็ดเงินรวมประมาณ 49.3 ล้านดอลลาร์ โดยก่อนหน้านี้เทเธอร์เคยประกาศความตั้งใจเข้าซื้อหุ้นในวงเงินสูงสุดถึง 25 ล้านดอลลาร์
ตัวเลขผลประกอบการล่าสุดของแอนต์อัลฟ่าก็สะท้อนการเติบโตที่เร่งตัวขึ้น รายได้ปี 2025 อยู่ที่ 79.7 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 68% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิพุ่งขึ้นมากกว่า 3 เท่า แตะระดับ 18.5 ล้านดอลลาร์ ด้านราคาหุ้นในช่วงต้นการซื้อขายวันเดียวกันขยับขึ้นราว 7.2% มาเคลื่อนไหวแถว 9.97 ดอลลาร์ต่อหุ้น
เทเธอร์ในฐานะผู้ออกสเตเบิลคอยน์ ‘เทเธอร์(USDT)’ ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด ด้วยมูลค่าตลาดราว 187 พันล้านดอลลาร์ จากข้อมูลของ ‘ดีไฟลามา(DefiLlama)’ ขนาดตลาดรวมของสเตเบิลคอยน์อยู่ที่ราว 320.7 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเทเธอร์กินส่วนแบ่งไปประมาณ 58.4% ความสามารถในการสร้าง ‘กระแสเงินสด’ ในระดับมหาศาลนี้ ทำให้เทเธอร์เริ่มใช้กำไรจากธุรกิจหลักต่อยอดไปสู่การลงทุนในเหมืองขุด, ปัญญาประดิษฐ์(AI), บริการทางการเงิน และ ‘โทเคนไนซ์สินทรัพย์’ เพิ่มมากขึ้น
เพียงแค่ในปีนี้ เทเธอร์ก็เคลื่อนไหวลงทุนอย่างต่อเนื่อง เทเธอร์ร่วมลงทุนในรอบระดมทุน 8 ล้านดอลลาร์ของ ‘คาโย(Kaio)’ โปรโตคอลโทเคนไนซ์สินทรัพย์จริง (Real World Assets) และเมื่อเดือน 3 ที่ผ่านมา ยังอัดเงิน 50 ล้านดอลลาร์เข้าสู่ ‘เอทสลีป(Eight Sleep)’ บริษัทเฮลธ์เทคที่ผสานเทคโนโลยีด้านการนอนหลับ ด้านสินทรัพย์ทองคำ เทเธอร์ลงทุน 150 ล้านดอลลาร์ใน ‘โกลด์ดอตคอม(Gold.com)’ เมื่อเดือน 2 เพื่อขยายผลิตภัณฑ์โทเคนทองคำ พร้อมกันนั้นยังลงเงิน 100 ล้านดอลลาร์ใน ‘แองคอเรจ ดิจิทัล(Anchorage Digital)’ ผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล
‘พาโอโล อาร์โดอิโน’(Paolo Ardoino) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) เทเธอร์ เคยระบุว่า บริษัทได้ลงทุนผ่านแขนธุรกิจ ‘เวนเชอร์’ ไปแล้วมากกว่า 120 บริษัททั่วโลก โดยย้ำว่าเงินลงทุนเหล่านี้มาจาก ‘กำไรของบริษัท’ ไม่ได้แตะต้องเงินสำรองที่ใช้ค้ำประกันสเตเบิลคอยน์แต่อย่างใด ‘ความคิดเห็น’ การแยกกระเป๋าระหว่างเงินสำรองกับเงินลงทุนชัดเจน มีส่วนสำคัญต่อความเชื่อมั่นของผู้ถือ USDT ในระยะยาว
ทิศทางการเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นในแอนต์อัลฟ่าครั้งนี้ จึงสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ออกสเตเบิลคอยน์รายใหญ่ที่มีสภาพคล่องล้นมืออย่างเทเธอร์ กำลังเปลี่ยนบทบาทจากผู้เล่นด้านสภาพคล่อง มาเป็น ‘ผู้ถือหุ้นสายโครงสร้างพื้นฐาน’ ในระบบนิเวศคริปโตอย่างเต็มตัว ‘ความคิดเห็น’ การเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นในธุรกิจที่อยู่ปลายทางของโครงข่ายบิตคอยน์ เช่น บริษัทปล่อยกู้ให้เหมืองขุด ช่วยให้เทเธอร์ผูกโยงตัวเองกับโครงสร้างพื้นฐานระดับฐานรากของอุตสาหกรรม มากกว่าการอยู่เพียงชั้นบนของตลาดแลกเปลี่ยนคริปโต
อย่างไรก็ดี มีรายงานว่าเทเธอร์กำลังพิจารณาระดมทุนรอบใหม่ ด้วยการประเมินมูลค่าบริษัทที่ระดับราว 500 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง เส้นทางการลงทุนต่อจากนี้ ทั้ง ‘ความเร็ว’ และ ‘ขอบเขต’ ของดีลใหม่ๆ อาจเปลี่ยนไปตามสภาวะตลาดและเงื่อนไขของนักลงทุนสถาบันในรอบดังกล่าวด้วยเช่นกัน
ความคิดเห็น 0