รัฐบาลอังกฤษเร่งปั้น ‘คริปโตฮับ’ แข่งดูไบ หวังดึงกระดานเทรดระดับโลกกลับยุโรป ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการย้ายฐานทุนไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE)
เมื่อวันที่ 18 (เวลาท้องถิ่น) สื่อท้องถิ่นอังกฤษรายงานตรงกันว่า หน่วยงานด้านพัฒนาเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลอังกฤษ ได้เชิญผู้บริหารของกระดานเทรดคริปโตระดับโลก ไบบิต(Bybit) เข้าพบที่ลอนดอน เพื่อหารือการตั้งฐานธุรกิจและบทบาทของอังกฤษในฐานะ ‘คริปโตฮับ’ แห่งใหม่ของภูมิภาค
จู เบนโจว(Ben Zhou) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไบบิต เปิดเผยว่า อังกฤษ “มีท่าทีเชิงรุกมากในการดึงดูดบริษัทขนาดใหญ่และสร้างงาน” และกำลังแสดงความตั้งใจที่จะผลักดันกฎเกณฑ์ที่เป็นมิตรต่อ ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ มากขึ้น โดยเป้าหมายคือการยกระดับลอนดอนให้กลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล แข่งกับดูไบที่ขึ้นแท่นผู้นำไปก่อนแล้ว
ไบบิตก่อตั้งเมื่อปี 2018 ก่อนย้ายสำนักงานใหญ่จากสิงคโปร์ไปยังดูไบในปี 2022 ปัจจุบันตามข้อมูลจากเว็บไซต์จัดอันดับ คอยน์เก็คโค(CoinGecko) ไบบิตถูกจัดให้เป็นกระดานเทรดขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงไบนานซ์(Binance) ที่ครองอันดับ 1 มายาวนาน ส่วนไบนานซ์เองก็ได้ขยายฐานหลักในภูมิภาคไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ตั้งแต่ปี 2025
จู เบนโจว มองว่า โมเดลความสำเร็จของดูไบอยู่ที่การดึง ‘กระดานเทรดขนาดใหญ่’ เข้ามาตั้งฐานก่อน จากนั้นผู้เล่นรายเล็ก–กลางและธุรกิจต่อเนื่องจึงค่อยๆ ไหลตามเข้ามา “ดูไบกลายเป็นแม่เหล็กเพราะมีทั้งไบบิตและไบนานซ์ปักหลักอยู่ ส่งผลให้บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กเข้ามาตาม ทำให้เกิด ‘โมเมนตัม’ ที่ขยายระบบนิเวศอย่างรวดเร็ว” เขากล่าว
‘ความคิดเห็น’ โมเดลนี้คล้ายกับการใช้บริษัทเทคยักษ์ในซิลิคอนวัลเลย์เป็นตัวดึงสตาร์ทอัพ ผู้เชี่ยวชาญหลายรายจึงจับตาว่า อังกฤษจะสามารถสร้างเอฟเฟกต์แบบเดียวกันในยุโรปได้หรือไม่
ในฝั่งอังกฤษเอง นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยมองว่ายังขาด “เอฟเฟกต์รวมศูนย์” แบบดูไบ เพราะยังไม่มีแพลตฟอร์มระดับท็อปของโลกเลือกใช้ลอนดอนเป็นฐานหลักสำหรับธุรกิจคริปโตอย่างจริงจัง การเชิญไบบิตเข้าพบครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณว่า รัฐบาลตั้งใจจะอุดช่องว่างดังกล่าว
การเดินทางของผู้บริหารไบบิตไปลอนดอนครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดแค่การพูดคุยกับทีมด้านพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ยังรวมถึงการเจรจากับตัวแทนจากหน่วยงานกำกับดูแลหลักของประเทศอย่าง ‘สำนักงานกำกับการเงินอังกฤษ’ หรือ FCA (Financial Conduct Authority) และตัวแทนจากสภาขุนนาง(House of Lords) ด้วย
กำหนดการหารือถูกออกแบบให้สอดรับกับงาน ‘สัปดาห์ฟินเทคอังกฤษ’ (UK Fintech Week) ที่จัดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน และเชื่อมโยงกับแผนของกระทรวงการคลังในการยกเครื่องระบบการชำระเงินด้วยสเตเบิลคอยน์ และผลักดันการใช้ ‘โทเคนไลเซชัน’ (Tokenization) กับสินทรัพย์การเงินรูปแบบต่างๆ มากขึ้น
จู เบนโจว ระบุเพิ่มเติมว่า ฝั่งอังกฤษ “แสดงท่าทีชัดเจนว่าพร้อมเชื่อมสัญญาณตรงถึงนายกรัฐมนตรีได้ทันที” เพื่อผลักดันนโยบายด้านนวัตกรรม โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมคริปโต เขาอธิบายว่าบรรยากาศการหารือนั้นสะท้อน “เจตจำนงเชิงการเมืองที่แข็งแรง” ในการสร้างระบบกฎระเบียบที่รองรับการเติบโตของสินทรัพย์ดิจิทัล เพียงแต่หน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพเชิญอย่างเป็นทางการยังไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ขณะที่กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้แถลงจุดยืนอย่างเป็นทางการ
ความพยายามของอังกฤษครั้งนี้ยังเชื่อมโยงกับปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะหลังจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ–อิสราเอล และอิหร่านทวีความตึงเครียดนับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ (เวลาท้องถิ่น) ทำให้ความเสี่ยงด้านความมั่นคงในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สูงขึ้น ส่งผลให้บริษัทและเงินทุนบางส่วนเริ่มมองหาทางย้ายฐานกลับไปยังตลาดที่มีเสถียรภาพมากกว่า
รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า ชาวอังกฤษที่พำนักในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ราว 1 ใน 8 ตัดสินใจเดินทางออกจากประเทศในช่วงหลังความตึงเครียดเพิ่มขึ้น ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญญาณของการปรับฐานทั้งด้านบุคลากรและเงินทุน
จู เบนโจว มองว่า อังกฤษรับรู้ชัดเจนว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “เงินทุนและบริษัทจำนวนมากไหลออกไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์” และตอนนี้รัฐบาลกำลังมองหาโอกาสในการดึงกระแสเหล่านั้นกลับมา “นี่จึงเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม” เขากล่าว
‘ความคิดเห็น’ สำหรับอังกฤษ การใช้ ‘ความชัดเจนด้านกฎระเบียบ’ และ ‘การสนับสนุนเชิงนโยบาย’ เป็นเครื่องมือหลักในการดึงดูดกระดานเทรดขนาดใหญ่ อาจกลายเป็นหมากสำคัญในการรีเซ็ตการแข่งขันเพื่อเป็นศูนย์กลางคริปโตในยุโรป โดยต้องเผชิญกับทั้งดูไบ สวิตเซอร์แลนด์ และสิงคโปร์
นักวิเคราะห์เตือนว่า ต่อให้รัฐบาลมีท่าทีเชิงบวก หากกระบวนการออกกฎหมายและอนุญาตยังล่าช้า หรือไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เล่นระดับโลกได้ ‘โมเมนตัม’ ที่อังกฤษหวังจะสร้างอาจไม่เกิดขึ้นจริง ในทางกลับกัน หากอังกฤษเร่งเครื่องเรื่องกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน พร้อมเปิดพื้นที่ทดลองด้านสเตเบิลคอยน์และโทเคนไลเซชันได้เร็วพอ ก็มีโอกาสสูงที่ ‘คริปโตฮับ’ แห่งใหม่ของยุโรปอาจถือกำเนิดขึ้นที่ลอนดอนในไม่ช้า
ความคิดเห็น 0