บริษัทสินทรัพย์ดิจิทัล ‘แบคท์(BKKT)’ ปิดดีลเข้าซื้อกิจการบริษัทโครงสร้างพื้นฐานสเตเบิลคอยน์ ‘Distributed Technology Research (DTR)’ เรียบร้อยแล้ว การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่การขยายขนาดธุรกิจ แต่ถูกมองว่าเป็นยุทธศาสตร์เพื่อสร้าง ‘ชั้นโครงข่ายการชำระเงินดิจิทัล’ ที่เชื่อมระหว่างระบบการเงินเดิมกับโลกสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีเป้าหมายสำคัญคือโครงสร้าง ‘ชำระเงิน 24 ชั่วโมง’ ที่เดินเครื่องได้ตลอดเวลา
เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ Cointelegraph แบคท์ระบุว่าได้ปิดดีลซื้อกิจการ DTR ด้วยรูปแบบแลกหุ้นทั้งหมด อักไช นาเฮทา(Akshay Naheta) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(CEO) แบคท์ อธิบายว่าการควบรวมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อผสาน ‘โครงสร้างพื้นฐานสำหรับลูกค้าสถาบัน’ ของแบคท์ เข้ากับ ‘เอนจินชำระเงินที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์’ และเทคโนโลยีสเตเบิลคอยน์ของ DTR เพื่อสร้างระบบชำระเงินและการชำระราคา (settlement) ที่ทำงานได้แบบ ‘ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด’
นาเฮทาให้ความเห็นว่า “โครงสร้างการเคลื่อนย้ายเงิน แทบไม่ค่อยพัฒนาไปถึงระดับนี้บ่อยนัก” พร้อมเสริมว่าดีลครั้งนี้จะช่วย “เร่งให้การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานการเงินโลกเกิดขึ้นใหม่ และนำฟังก์ชันสเตเบิลคอยน์เข้ามาเป็น ‘สะพานหลัก’ ระหว่างการเงินดั้งเดิมกับสินทรัพย์ดิจิทัลยุคถัดไป” ‘สเตเบิลคอยน์’ จึงถูกวางบทบาทให้เป็นแกนกลางของเลเยอร์การชำระเงินดิจิทัลดังกล่าว
ปัจจุบันตลาดสเตเบิลคอยน์มีมูลค่ารวมราว 3.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 471 ล้านล้านวอน โดยธนาคารและนักลงทุนสถาบันเริ่มหันมาใช้มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ ‘การชำระเงินที่เร็วขึ้น’ และ ‘ประสิทธิภาพด้านต้นทุน’ ที่เหนือกว่าระบบการชำระเงินแบบดั้งเดิม แบคท์กำลังพยายามจับจังหวะเติบโตของตลาดนี้ เพื่อขยายบทบาทของตัวเองให้เด่นชัดในฐานะผู้เล่นสำคัญด้านโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินดิจิทัล
ในเชิงโครงสร้างดีล แบคท์ออกหุ้นสามัญใหม่มากกว่า 11.3 ล้านหุ้น ให้แก่ผู้ถือหุ้นที่แท้จริงของ DTR เป็นค่าตอบแทนสำหรับการซื้อกิจการครั้งนี้ และยังเปิดช่องให้มีการจัดสรรหุ้นเพิ่มอีก 725,592 หุ้น หากเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ แต่เดิมเมื่อเปิดเผยดีลครั้งแรกในเดือนมกราคม เคยตั้งเป้าไว้ที่ราว 9.3 ล้านหุ้น ก่อนจะมีการปรับรายละเอียดระหว่างการเจรจา พร้อมกันนั้น แบคท์ยังได้ปรับเปลี่ยนชื่อทางการเป็น ‘Bakkt Inc.’ เพื่อสะท้อนทิศทางธุรกิจใหม่
ในช่วงก่อนปิดดีล ราคาหุ้นแบคท์(BKKT) ปรับตัวลงราว 8% ลงไปที่ 7.86 ดอลลาร์ แต่หลังจากประกาศปิดดีลอย่างเป็นทางการ ราคาหุ้นดีดกลับขึ้นมาแถว 8.62 ดอลลาร์ สะท้อนมุมมองของตลาดที่ดูจะมองดีลนี้ในฐานะสัญญาณการ ‘เปลี่ยนทิศธุรกิจระยะยาว’ มากกว่าจะโฟกัสแค่ผลประกอบการระยะสั้น ‘ความคิดเห็น’ นักลงทุนกำลังจับตาว่าโครงข่ายสเตเบิลคอยน์และเลเยอร์ชำระเงินใหม่นี้จะสร้างโมเดลรายได้ที่ชัดเจนได้เร็วแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมฐานะของแบคท์ยังไม่ถึงขั้นน่าเบาใจ บริษัทก่อตั้งในปี 2018 โดยกลุ่มอินเตอร์คอนทิเนนตัล เอ็กซ์เชนจ์(ICE) ถือหุ้นอยู่ราว 55% แม้จะมีพันธมิตรระดับใหญ่ทั้งสตาร์บักส์และมาสเตอร์การ์ด หนุนด้านการยอมรับและเครือข่าย แต่ในปี 2024 บริษัทเคยแจ้งต่อหน่วยงานกำกับดูแลว่าการขยายธุรกิจและฐานรายได้ยังเผชิญ “ความไม่แน่นอนอย่างมีนัยสำคัญ” จนถึงขั้นที่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก(NYSE) เคยออกคำเตือนเรื่อง ‘ความเสี่ยงถูกเพิกถอน’ หลังราคาหุ้นเคลื่อนไหวต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ต่อเนื่องนาน 30 วัน
ก่อนหน้านี้ยังเคยมีกระแสข่าวเจรจาควบรวมกับบริษัทสื่อของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ดีลก็ล้มเลิกไปในที่สุด ด้านการเงิน แบคท์ยังเดินหน้าระดมทุนผ่านการออกหุ้นเพิ่มทุนอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพิ่งเปิดแผนระดมทุนเพิ่มเติมราว 48 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมสภาพคล่องและต่ออายุแผนปรับโครงสร้างธุรกิจ
การเข้าซื้อ DTR ครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็น ‘จุดหักเห’ ที่แบคท์เลือกเดินหน้าเต็มตัวสู่ธุรกิจ ‘สเตเบิลคอยน์และโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน’ มากกว่าจะยึดติดกับโมเดลดั้งเดิม การที่ตลาดโลกเริ่มต้องการ ‘การชำระเงินและการชำระราคาแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง’ มากขึ้น ทำให้ ‘เลเยอร์การชำระเงิน 24 ชั่วโมง’ ของแบคท์กลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ คำถามต่อจากนี้คือ แบคท์จะเปลี่ยนแนวคิดนี้ให้กลายเป็นบริการที่ใช้งานจริงและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนได้หรือไม่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยชี้วัดอนาคตของบริษัท และทิศทางใหม่ของตลาด ‘สเตเบิลคอยน์’ ในระบบการเงินดั้งเดิมในระยะยาว
ความคิดเห็น 0