คาร์ดาโน(ADA) เดินหน้าสู่ฮาร์ดฟอร์ก ‘แวน ลอซัม(Van Loessem)’ บนเมนเน็ต หลังอัปเดตขึ้น ‘พรีวิวเทสต์เน็ต’ สำเร็จ โดยด่านสุดท้ายคืออัตราการอัปเกรดของ ‘SPO(ผู้ดำเนินการสเตกกิ้งพูล)’ ซึ่งต้องแตะเกณฑ์ ‘85%’ ให้ได้ก่อนถึงจะเดินหน้าบนเมนเน็ตเต็มรูปแบบ
เมื่อวันที่ 5 (เวลาท้องถิ่น) อินเตอร์เซกต์(Intersect) องค์กรที่ดูแลโรดแมปด้านเทคนิคของคาร์ดาโน เปิดเผยว่าการยื่น ‘คำขอด้านธรรมาภิบาล (Governance Action)’ ถูกส่งเข้าระบบควบคู่กับการปล่อยเวอร์ชันพรีรีลีสของ ‘คาร์ดาโน โนด 11.0.1’ แล้ว การอัปเดตครั้งนี้เป็นขั้นเตรียมความพร้อมก่อนเปิดใช้งานโปรโตคอลเวอร์ชัน 11 บนเมนเน็ตจริง ซึ่ง ‘คำ’ ตัวแปรชี้ขาดคือระดับการมีส่วนร่วมของ SPO ว่าจะยอมอัปเกรดถึงเกณฑ์ 85% หรือไม่
‘คำ’ กฎ 85% ที่ชี้ชะตาฮาร์ดฟอร์กคาร์ดาโน
ฮาร์ดฟอร์กของคาร์ดาโนไม่ใช่แค่การอัปเดตเทคนิคธรรมดา แต่ถูกผูกเข้ากับกติกา ‘ยุคโวลแตร์(Voltaire)’ ซึ่งเป็นโครงสร้างธรรมาภิบาลออนเชนเต็มรูปแบบ เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องมี SPO ที่ถือสเตกทั้งหมดอย่างน้อย 85% ของสเตกที่ใช้งานจริง (active stake) เปลี่ยนมาใช้เวอร์ชันโนดใหม่ก่อน ขั้นตอนการอนุมัติจึงจะเดินต่อได้
เกณฑ์ 85% นี้ออกแบบมาเพื่อป้องกัน ‘การแตกสายเชน’ หรือการแบ่งเครือข่ายเป็นหลายสายที่ไม่เข้ากัน จากกรณีช่วงปลายปี 2025 ที่เคยเกิดเหตุเทรนแซกชันมอบหมายสเตกผิดพลาดจนเชนแยกตัว และต้องเร่งอัปเกรดฉุกเฉินหลังเกิดเหตุ ทำให้การประสานงานกับ SPO ถูกมองเป็น ‘คำ’ ปัจจัยด้านความปลอดภัยระดับแกนกลาง ไม่ใช่ขั้นตอนพิธีการอีกต่อไป
นอกจาก SPO แล้ว ยังต้องผ่านการลงมติของ ‘DRep (ตัวแทนผู้มีสิทธิ์โหวต)’ และคณะกรรมการรัฐธรรมนูญของคาร์ดาโนด้วย จึงจะถือว่าฮาร์ดฟอร์กได้รับฉันทามติ ทั้งในเชิงเทคนิคและเชิงธรรมาภิบาลครบวงจร
โครงสร้างเทคนิค: ‘คอนเวย์’ ยังอยู่ แต่โปรโตคอลขยับ
การอัปเกรดครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่คาร์ดาโนรองรับโครงสร้าง ‘인트รา-เอรา ฮาร์ดฟอร์ก (Intra-era hard fork)’ อย่างเป็นทางการ หมายความว่าเครือข่ายยังอยู่ใน ‘ยุคคอนเวย์(Conway)’ เหมือนเดิม แต่สามารถอัปเดตโปรโตคอลภายในยุคเดียวกันได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนยุคหรือเปลี่ยนโครงทรานแซกชันครั้งใหญ่
โครงสร้างทรานแซกชันจึงไม่ถูกแตะต้อง ทำให้ผลกระทบต่อแอปพลิเคชันและโครงสร้างพื้นฐานในระบบนิเวศมีน้อยที่สุด ขณะเดียวกัน cardano-api และ cardano-cli ก็ถูกยกระดับขึ้นเป็นเวอร์ชัน 11.0 ให้สอดรับกับโปรโตคอลใหม่
จุดเด่นอยู่ที่การขยายขีดความสามารถของ ‘คำ’ แพลตฟอร์มสมาร์ตคอนแทรกต์ ‘พลูตัส(Plutus)’ โดยการอัปเกรดครั้งนี้เพิ่มเซ็ตพรีมิทิฟใหม่ตามข้อเสนอ CIP-0109, CIP-0132, CIP-0133, CIP-0138 และ CIP-0153 รวม 5 กลุ่ม พร้อมทั้งผสานฟังก์ชันของเวอร์ชัน V1, V2 และ V3 เข้าด้วยกัน
ผลลัพธ์คือ นักพัฒนา DApp สามารถต่อยอดฟังก์ชันและความสามารถบนสมาร์ตคอนแทรกต์เดิมได้ โดยไม่ต้อง ‘เขียนโค้ดสัญญาอัจฉริยะใหม่ทั้งหมด’ ทำให้การขยายฟีเจอร์และการปรับตัวต่อโปรโตคอลใหม่ทำได้ลื่นกว่าเดิม
จังหวะการอัปเกรดจะเป็นตัวชี้แผนงานต่อไป
อัตราการอัปเกรดของ SPO บนพรีวิวเทสต์เน็ตยังไม่มีการเปิดเผยแบบละเอียด แต่หากดูจากรูปแบบในอดีต มักจะเห็นพูลขนาดใหญ่ย้ายเวอร์ชันภายใน 3–4 วันแรก ขณะที่พูลขนาดเล็กมักจะตามมาช้ากว่า ราว 1–2 สัปดาห์
แพลตฟอร์มติดตามข้อมูลอย่าง ‘คาร์ดาโนสแกน(Cardano Scan)’ และ ‘พูลทูล(PoolTool)’ ถูกจับตามองว่าเป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับการประเมินว่าระดับการอัปเกรดจะไปแตะ 85% เมื่อใด ซึ่งจะเป็นสัญญาณว่าฮาร์ดฟอร์ก ‘แวน ลอซัม’ พร้อมย้ายขึ้นเมนเน็ตจริงหรือยัง
อินเตอร์เซกต์ระบุว่า “เวอร์ชันนี้เป็นส่วนสำคัญเพื่อให้ฮาร์ดฟอร์กผ่านไปได้อย่างปลอดภัย” พร้อมเร่งให้ทั้ง SPO นักพัฒนา และผู้ให้บริการ DApp เร่งปรับตัวตามให้ทัน
คีย์หลัก: ความเร็วของ ‘ทั้งระบบนิเวศ’
กรณีฮาร์ดฟอร์ก ‘ชาง(Chang)’ เคยมีบทเรียนชัดเจน แม้ฝั่ง SPO จะผ่านเกณฑ์อัปเกรดครบถ้วนแล้ว แต่เมนเน็ตกลับต้องรอเพิ่มเติมเพราะ ‘คำ’ ฝั่งตลาดแลกเปลี่ยนและ DApp หลายรายเตรียมระบบไม่ทัน ทำให้การเปิดใช้งานเต็มรูปแบบล่าช้าออกไป
รอบนี้จึงไม่ใช่แค่คำถามเรื่อง “โนดอัปเกรดหรือยัง” แต่คือ “ทั้งระบบนิเวศของคาร์ดาโนจะอัปเกรดทันกันหรือไม่” ตั้งแต่ SPO, นักพัฒนา, โปรโตคอล DeFi ไปจนถึงกระดานเทรดต่างๆ
คาร์ดาโน(ADA) กำลังเดินหน้าสู่การเป็นบล็อกเชนที่ขับเคลื่อนด้วยธรรมาภิบาลออนเชนอย่างเต็มตัว ทำให้ฮาร์ดฟอร์ก ‘แวน ลอซัม’ ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการขยับเวอร์ชันเทคนิค แต่เป็นบททดสอบระดับโครงสร้าง ว่าระบบการตัดสินใจร่วมกันของทั้งเครือข่ายมี ‘ความพร้อมและความเป็นผู้ใหญ่’ มากแค่ไหนในโลกของบล็อกเชนที่ขับเคลื่อนด้วยชุมชนอย่างแท้จริง
ความคิดเห็น 0