โครงสร้างอำนาจในวงการนักพัฒนา ‘คริปโต’ กำลังเปลี่ยนจากเดิมที่ บิตคอยน์(BTC) และ อีเธอเรียม(ETH) ครองพื้นที่หลัก ไปสู่ยุคที่ โซลานา(SOL) ผงาดขึ้นมาเป็นแกนกลางของระบบนิเวศใหม่ โดยล่าสุดโซลานาครองส่วนแบ่งนักพัฒนาบล็อกเชนทั่วโลกถึง ‘23%’ กลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง
ตามข้อมูลจากบริษัทวิจัยตลาด ซินดิกา(Syndica) และ อิเล็กทริกแคปิตอล(Electric Capital) ระบุว่า โซลานาเพิ่มส่วนแบ่งนักพัฒนาจากเพียง 6% ในปี 2020 ขึ้นมาเป็น 23% ในปี 2026 ขณะที่อีเธอเรียมร่วงจาก 82% เหลือ 31% ในช่วงเวลาเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นแค่ตัวเลข ‘ส่วนแบ่งตลาด’ แต่สะท้อนให้เห็นถึง ‘กระแสการย้ายถิ่นฐานของนักพัฒนา’ ที่กำลังไหลเข้าสู่เชนแบบประสิทธิภาพสูงและโครงสร้างแบบรวมศูนย์เชิงสถาปัตยกรรมมากขึ้น
ตัวเลขเชิงลึกยิ่งตอกย้ำภาพการเปลี่ยนขั้วดังกล่าว สัดส่วนนักพัฒนาแบบมืออาชีพที่ทำงานบนโซลานา ขยับจาก 5% มาอยู่ที่ 20% ขณะที่ในกลุ่มนักพัฒนาแนวงานอดิเรก โซลานาครอง 28% แซงหน้าอีเธอเรียมที่ 24% ไปแล้ว ด้านจำนวนนักพัฒนาหน้าใหม่ที่เข้าสู่ระบบในปี 2025 โซลานาดึงได้ราว 4,100 คน ส่วนอีเธอเรียมอยู่ที่ประมาณ 3,700 คน เท่ากับว่าโซลานาเริ่มขึ้นนำทั้งในเชิง ‘สต็อก’ และ ‘โฟลว์’ ของกำลังคน
เมื่อมองในมุมระยะยาว โซลานายังมีจุดเด่นด้านฐานสะสมบุคลากรอีกด้วย โดยจำนวน ‘นักพัฒนาสะสม’ ในช่วง 5 ปีแรก นับจากวันที่เชนเปิดใช้งาน สูงกว่าอีเธอเรียมในช่วงเวลาเดียวกันราว 50% นักวิเคราะห์จำนวนมากจึงมองว่านี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ชั่วคราว แต่เป็นโครงสร้างการเติบโตแบบ ‘ทบต้น’ ที่เริ่มทำงานเต็มกำลัง
ในกลุ่มเชนที่ไม่เข้ากับมาตรฐาน EVM (เครื่องเสมือนของอีเธอเรียม) โซลานายิ่งทิ้งระยะห่างชัดเจน โดยครองสัดส่วน 60% ของนักพัฒนาที่มีการเคลื่อนไหวประจำสัปดาห์ มากกว่าจำนวนรวมของเชนอันดับ 2 ถึง 6 รวมกันเสียอีก
ขณะเดียวกัน เบส(Base) ยังตามมาติดๆ ด้วยส่วนแบ่งนักพัฒนาราว 14% ขึ้นแท่นอันดับ 3 ของตลาด แต่เนื่องจากเป็นโครงสร้างที่ต่อยอดจากอีเธอเรียม จึงมีลักษณะเป็นทั้ง ‘ส่วนขยายของอีเธอเรียม’ และ ‘ตัวเร่งปัญหาการกระจายตัวของระบบนิเวศ’ ไปพร้อมกัน เพราะเมื่อนักพัฒนาและสภาพคล่องกระจายไปหลายเลเยอร์มากขึ้น ความเป็นเอกภาพของระบบก็ยิ่งลดลง
ในด้าน ‘โครงสร้างการผลิตผลงาน’ ช่องว่างระหว่างอีเธอเรียมและโซลานาก็เด่นชัด ข้อมูลระบุว่าในอีเธอเรียม นักพัฒนาเพียง 1% แรก ผลิตโค้ดถึง 51% ของทั้งหมด สะท้อนถึงการพึ่งพากำลังคนกลุ่มเล็กเป็นหลัก ต่างจากโซลานาที่สัดส่วนเดียวกันอยู่ที่ 31% แปลว่ากิจกรรมการพัฒนาในโซลานากระจายตัวไปยังนักพัฒนาจำนวนกว้างกว่า นอกจากนี้ กิจกรรมในช่วงสุดสัปดาห์ของโซลานายังสูงกว่าด้วย โดยมีสัดส่วนการคอมมิตโค้ดราว 17% แสดงถึงความเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างคึกคักตลอดทั้งสัปดาห์
ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ ‘แรงงานด้านโค้ด’ เริ่มย้ายค่าย มาจากเรื่อง ‘ความเร็ว’ และ ‘ต้นทุน’ ของเครือข่ายเป็นสำคัญ ข้อมูลในไตรมาส 1 ปี 2026 ระบุว่า โซลานามียอดประมวลผลธุรกรรมสะสมกว่า 2.53 หมื่นล้านรายการ คิดเป็นปริมาณการประมวลผลที่มากกว่าอีเธอเรียมถึง 125 เท่า
เบน นาดาเรสกี(Ben Nadareski) ผู้ร่วมก่อตั้งโปรโตคอลดีไฟ โซลสติส(Solstice) ให้ความเห็นว่า “ธุรกรรมจริงในตลาดเริ่มย้ายมาเกิดบนโซลานาอย่างชัดเจนแล้ว กิจกรรมต่างๆ กำลังไหลไปยังที่ที่ ‘ต้นทุน’ และ ‘ความเร็ว’ อยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลมากกว่า”
ด้านอีเธอเรียม แม้จะเดินหน้ากลยุทธ์ ‘โรลอัพเฟิร์สต์’ ผ่านเลเยอร์2 อย่าง อาร์บิทรัม(ARB), ออปทิมิซึม(OP) และเบส แต่การแตกตัวไปหลายเชนก็ก่อให้เกิดผลข้างเคียงเรื่อง ‘การกระจายตัวของสภาพแวดล้อมการพัฒนา’ นักพัฒนาที่ต้องการรองรับหลายเลเยอร์พร้อมกัน จำเป็นต้องเรียนรู้เครื่องมือเฉพาะทางของแต่ละเชน รวมถึงจัดการสภาพคล่องที่แยกส่วนกัน ส่งผลให้ต้นทุนการสลับบริบทในการทำงานเพิ่มสูงขึ้น
‘ความคิดเห็น’ เมื่อระบบต้องอาศัยเลเยอร์ย่อยจำนวนมากในการขยายสเกล ความได้เปรียบด้านความยืดหยุ่นอาจถูกหักล้างด้วยความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่เชนที่พยายามคงสถาปัตยกรรมแบบ ‘รวมศูนย์ทางเทคนิค’ แต่กระจายศูนย์ในเชิงโหนดและผู้ตรวจสอบ กลับดึงดูดนักพัฒนาที่ต้องการความเรียบง่ายและสเกลสูงได้มากกว่า
โซลานาเลือกทางตรงข้ามด้วยการคงโครงสร้าง ‘เชนเดียว’ ทำให้สภาพแวดล้อมการรันสัญญาอัจฉริยะถูกรวมศูนย์อยู่ในที่เดียว ทั้งนักพัฒนาและสภาพคล่องจึงมีแนวโน้มจะ ‘กองรวม’ อยู่ในระบบนิเวศเดียว แทนที่จะแบ่งออกเป็นหลายเลเยอร์ย่อย การออกแบบลักษณะนี้ช่วยลดภาระการดูแลหลายเชนให้กับนักพัฒนา และกระตุ้นให้เกิดการต่อยอดกันบนโครงสร้างพื้นฐานชุดเดิมได้ต่อเนื่อง
นาดาเรสกีเสริมว่า “แม้แต่นักพัฒนาแนวงานอดิเรกในโซลานา ก็เริ่มขยับจากการทดลองเล่นๆ มาสร้าง ‘โมเดลทำเงิน’ กันจริงจังแล้ว ตอนนี้เราเห็นตั้งแต่โวลต์โครงสร้าง โปรโตคอลเก็บข้อมูลรายได้ กลยุทธ์เลเวอเรจ ไปจนถึงส่วนต่อประสานผู้ใช้ที่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว” เขาชี้ให้เห็นว่าการที่ต้นน้ำอย่างนักพัฒนาสามารถมองเห็นเส้นทางทำรายได้อย่างชัดเจน เป็นตัวเร่งสำคัญให้ระบบนิเวศขยายตัว
สัญญาณจากฝั่งสถาบันก็เริ่มหมุนตัวเร็วขึ้นเช่นกัน นาดาเรสกีเผยว่า “บริษัทด้านคัสโตดีที่ดูแลสินทรัพย์ให้ลูกค้ารายใหญ่ กำลังบูรณาการโซลานาเข้าระบบด้วยความเร็วที่ ‘นำหน้า’ ช่วงที่พวกเขาเคยรองรับอีเธอเรียมราว 5 ปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้ดีมานด์จากฝั่งสถาบันสำหรับโซลานานั้นจับต้องได้และตรงประเด็นมากขึ้น”
ขณะเดียวกัน มูลนิธิโซลานายังเดินหน้าขยายพันธมิตรโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งด้านผู้ให้บริการโหนด เครื่องมือสำหรับนักพัฒนา และผู้ให้บริการทางการเงินดิจิทัล ทำให้จิ๊กซอว์ด้านอินฟราสตรักเจอร์เริ่มต่อกันติด และยิ่งเร่งการไหลเข้าของทั้งนักพัฒนาและทุนสถาบัน
เมื่อ ‘จำนวนนักพัฒนา’ ‘ปริมาณธุรกรรม’ และ ‘ระดับการยอมรับจากสถาบัน’ เติบโตไปพร้อมกัน ภาพรวมการแข่งขันในโลกบล็อกเชนจึงกำลังเข้าสู่ระยะ ‘จัดระเบียบใหม่’ อย่างเต็มตัว โซลานา(SOL) จึงไม่ได้เป็นเพียงเชนทางเลือกอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในแกนหลักของสงครามระบบนิเวศ ที่อาจนิยามสมรภูมิ ‘ดีไฟ–โซเชียล–เกมมิง–โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน’ ในทศวรรษถัดไปอย่างมีนัยสำคัญ
ความคิดเห็น 0