ในวงการคริปโตที่เต็มไปด้วย ‘ข้อกล่าวหาฉ้อโกง’ และโปรเจกต์ล้มเหลว คนที่เคยถูกพัวพันกับความเสียหายระดับ ‘6,000만 달러’ กลับผันตัวมาเป็นเหมือน ‘ผู้จับตา-แฉกลโกง’ จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงร้อนแรง ตัวอย่างชัดเจนคือเทรดเดอร์นิรนามนามแฝง 0xSisyphus ที่กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่า คนแบบเขาเหมาะจะเป็น ‘ศาลเตี้ยคริปโต’ จริงหรือไม่
ตามรายงานของสำนักข่าวอังกฤษ โปรโตส(Protos) 0xSisyphus ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการล่มสลายของโปรเจกต์อะนูบิสDAO(AnubisDAO) ซึ่งทำให้มีการสูญเสียอีเธอเรียม(ETH) รวมราว 13,556 เหรียญ หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 6,000만 달러ในขณะนั้น แม้โปรเจกต์จะล้มเหลวและเงินลงทุนจำนวนมหาศาลหายไป แต่ทุกวันนี้เขากลับใช้บัญชีบน X ที่มีผู้ติดตามราว 153,000 คน ทำตัวเสมือน ‘นักล่ามิจฉาชีพบนบล็อกเชน’ คอยแฉโปรเจกต์ฉ้อโกงและธุรกรรมต้องสงสัยต่างๆ
ปัญหาคืออดีตของเขาเองยังเต็มไปด้วยคำถาม เมื่อเดือนตุลาคม 2023 บัญชีสืบสวนสาย NFT นาม NFT Ethics ออกมาอ้างว่า เควิน พาลาก(Kevin Pawlak) อดีตหัวหน้าฝ่ายลงทุนของโอเพนซี(OpenSea) คือบุคคลที่อยู่เบื้องหลังตัวตน 0xSisyphus โดยกล่าวหาว่าเขาเกี่ยวข้องกับธุรกรรม ‘ปั่นราคาแล้วเทขาย (pump-and-dump)’ หลายครั้ง และเคยพยายามขายส่วนได้เสียในโปรเจกต์อะนูบิสDAOที่ล้มเหลวให้กับบริษัทเทรดของแซม แบงก์แมน-ฟรายด์ คือ อลาเมดา รีเสิร์ช(Alameda Research)
อย่างไรก็ตาม นักสืบบล็อกเชนชื่อดังอย่าง ZachXBT ที่ได้รับความน่าเชื่อถือในคอมมูนิตี้คริปโต กลับออกมาให้ความเห็นแบบก้ำกึ่ง โดยยอมรับว่ามีบางส่วนของข้อกล่าวหาที่เขาเห็นด้วย เช่น พฤติกรรมที่เข้าข่าย ‘ความประมาทอย่างร้ายแรง’ และการให้ข้อมูลไม่ตรงจริง แต่เขาไม่ถึงกับสรุปว่าเป็น ‘การโจรกรรม’ และยังไม่ยืนยันแน่ชัดว่า 0xSisyphus คือพาลากจริงหรือไม่ ขณะเดียวกัน โอเพนซีก็ออกมาชี้แจงในช่วงนั้นว่า บริษัทไม่เคยรับรู้ข้อกล่าวหาดังกล่าวมาก่อน อีกทั้งตำแหน่งของพาลากก็ไม่ได้อยู่ในระดับผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดด้วย
ประเด็นที่ค้างคาใจที่สุดคือเรื่อง ‘ความรับผิดชอบ’ นักลงทุนของอะนูบิสDAOจำนวนมากยังไม่สามารถกู้คืนเงินทุนได้แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี และจนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาขโมยสินทรัพย์ของนักลงทุนอย่างชัดเจน ในขณะที่ความเสียหายยังคงอยู่ 0xSisyphus กลับค่อยๆ รีแบรนด์ตัวเองให้กลายเป็นคนที่ออกมา ‘พิพากษา’ การกระทำของคนอื่น แถมยังใช้กระแสจับโกงเหล่านี้ต่อยอดฐานผู้ติดตามและอิทธิพลของตัวเองอย่างต่อเนื่อง
‘ความคิดเห็น’ กรณีนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในตลาดคริปโต หลายปีมานี้เรามักเห็นคนที่เคยเกี่ยวข้องกับโปรเจกต์ล้มเหลว หรือถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องจริยธรรม กลับมาในบทบาทใหม่ในฐานะ ‘ผู้เฝ้าระวังการฉ้อโกง’ หรือคอมเมนเตเตอร์ที่ตัดสินคนอื่นบนโซเชียลมีเดีย จุดร่วมคือ แพลตฟอร์มมักให้รางวัลกับจำนวนผู้ติดตามและความดราม่ามากกว่ากระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใส จนกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่ ‘ใครเสียงดังกว่า’ มักถูกมองว่าน่าเชื่อถือกว่า ‘ใครมีประวัติเคลียร์กว่า’
ในท้ายที่สุด มหากาพย์ของ 0xSisyphus สะท้อนให้เห็นช่องโหว่สำคัญของ ‘มาตรฐานความน่าเชื่อถือ’ ในวงการคริปโต เมื่อใครสักคนสามารถสร้างภาพตัวเองเป็นผู้ต่อสู้กับ ‘การฉ้อโกง’ ทั้งที่ตัวเองยังไม่ได้เคลียร์ข้อกังขาในอดีตอย่างโปร่งใส คำถามที่สังคมคริปโตอาจต้องถามให้ดังขึ้นก็คือ ไม่ใช่แค่ว่า ‘ใคร’ กำลังวิจารณ์เรื่อง ‘การฉ้อโกง’ แต่อันดับแรกต้องย้อนกลับไปดูว่า ‘คนคนนั้นเคยทิ้งอะไรไว้เบื้องหลัง’ ก่อนจะยอมให้เขาลุกขึ้นมาเป็นคนชี้นิ้วตัดสินคนอื่นอีกครั้ง
ความคิดเห็น 0