ธนาคารวอลล์สตรีทและผู้เล่นคริปโตเห็นพ้อง ‘ระบบการเงินเดิม’ กำลังถึงขีดจำกัด โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับโลกการเงินแบบอัตโนมัติ 24 ชั่วโมงบน ‘บล็อกเชน’ ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โครงสร้างตลาดที่สร้างมาเพื่อมนุษย์ ซึ่งต้องพึ่งพาการตรวจสอบด้วยมือและกระบวนการเป็นขั้นตอน เริ่มรับมือไม่ไหวกับความเร็วและปริมาณของธุรกรรมยุคใหม่
ในการประชุมคริปโตครั้งใหญ่ที่จัดขึ้นที่ไมอามี บีช รัฐฟลอริดา แซนดี เคาล(Sandy Kaul) หัวหน้าฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลและนวัตกรรมของ ‘แฟรงคลิน เทมเพิลตัน’ ระบุว่า ความเร็วของการซื้อขายกำลังเข้าสู่ระดับที่ “มนุษย์ไม่สามารถติดตามได้อีกต่อไป” และเตือนว่าระบบตลาดทุนในปัจจุบัน “ไม่อาจทนต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ได้” จุดอ่อนหลักยังคงเป็นโครงสร้างที่ยึดกับการตรวจสอบด้วยคนและการประมวลผลแบบเป็นรอบๆ มากกว่าจะเป็นการจัดการแบบเรียลไทม์บน ‘บล็อกเชน’
ในระบบ ‘การเงินดั้งเดิม’ การส่งคำสั่งซื้อขายไปจนถึงการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ มักใช้เวลาตั้งแต่หลายชั่วโมงไปจนถึงหลายวัน กลไกนี้สืบทอดมาจากยุคที่ต้องเคลื่อนย้ายใบหุ้นกระดาษจริงๆ แต่เทคโนโลยี ‘บล็อกเชน’ กำลังล้มกติกาเก่า ทำให้การซื้อขาย 24 ชั่วโมงและการชำระราคาเกือบจะทันทีเกิดขึ้นได้จริง
ผู้ร่วมเสวนาในงานมองว่า ‘โทเคนไนซ์’ คือจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบนี้ เมื่อสินทรัพย์อย่าง ‘หุ้น’ หรือ ‘กองทุนตลาดเงิน’ ถูกแปลงเป็นโทเคนดิจิทัล ก็สามารถเคลื่อนย้ายและชำระราคาแบบเรียลไทม์ได้ทันที เคาลอธิบายว่า “ระบบประมวลผลแบบรวบยอด (batch) ที่อยู่มานานกว่า 50 ปีกำลังถูกรื้อถอน และตลาดกำลังกลับไปสู่การชำระราคาแบบทีละดีลทันทีที่เกิดธุรกรรม”
โครงสร้างใหม่นี้มีศักยภาพพลิกวิธีใช้เงินทุนอย่างมาก คริสติน มอย(Christine Moy) แห่ง ‘อะพอลโล’ ให้มุมมองว่า เมื่อทุกบาททุกดอลลาร์สามารถถูกลงทุนตั้งแต่ ‘วินาทีที่สร้างผลตอบแทน’ ไปจนถึง ‘วินาทีก่อนถูกใช้จ่าย’ จะเกิดสภาพแวดล้อมที่เงินแทบไม่ถูกทิ้งให้พักไว้เฉยๆ อีกต่อไป กล่าวคือ ระบบที่เข้าใกล้ ‘การลงทุนเต็มจำนวนตลอดเวลา’ อย่างเป็นรูปธรรม
ภาคธุรกิจเองก็อาจต้องเปลี่ยนวิธีจัดการสภาพคล่อง จากเดิมที่ต้องกระจายเงินสดไปตามบัญชีในหลายประเทศ เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายเฉพาะพื้นที่ องค์กรในโลก ‘การเงินบนโทเคน’ สามารถรวบเงินสดไว้ในกองกลาง ลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน และเพียงแค่แปลงเป็นสกุลที่ต้องการในช่วงเวลาที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งจะช่วยลดเงินนอนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทุนได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม แม้เทคโนโลยี ‘บล็อกเชน’ จะก้าวไปไกลแล้ว แต่กรอบกติกาและโครงสร้างความเชื่อมั่นยังตามไม่ทัน ทอม ซชาค(Tom Zschach) ซึ่งมีประสบการณ์จากสมาคมสื่อสารธนาคารระหว่างประเทศ (SWIFT) ชี้ว่า ปัญหาด้าน ‘เทคโนโลยีการทำธุรกรรม’ ไม่ใช่โจทย์หลักอีกต่อไป สิ่งที่ยังขาดคือ ‘มาตรฐานกำกับดูแล’ ที่ชัดเจน ตั้งแต่เรื่องสิทธิความเป็นเจ้าของ การกำกับดูแล ไปจนถึงสิทธิการเข้าถึงเครือข่าย
สถาบันการเงินขนาดใหญ่จำนวนมากให้ความสำคัญกับ ‘ความแน่นอน’ มากกว่าความเร็ว ซชาคย้ำว่า “ถ้ามีความเป็นไปได้ว่าระบบจะไม่ทำงาน การนำมาใช้จริงก็แทบเป็นไปไม่ได้” สะท้อนว่าการนำ ‘บล็อกเชน’ เข้าสู่ระบบการเงินกระแสหลัก ไม่ใช่แค่เรื่องการเลือกเทคโนโลยี แต่เป็นการสร้างสถาปัตยกรรมความเชื่อมั่นชุดใหม่ควบคู่กันไป
แรงกดดันต่อสถาบันการเงินดั้งเดิมจึงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแพลตฟอร์มการเงินรุ่นใหม่ที่ ‘เร็วกว่า ยืดหยุ่นกว่า และเปิด 24 ชั่วโมง’ เริ่มดึงลูกค้าออกจากระบบเดิม ธนาคารและโบรกเกอร์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนผ่านทัน มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียฐานลูกค้าให้กับบริการบน ‘บล็อกเชน’
’ความคิดเห็น’ การถกเถียงในไมอามีสะท้อนภาพว่า ตลาดการเงินโลกไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องความเร็วของธุรกรรมอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วง ‘ออกแบบระบบใหม่ทั้งระบบ’ จุดชี้ขาดของเฟสถัดไป จะอยู่ที่การสร้างโครงสร้างตลาดที่รองรับการทำงานอัตโนมัติและการไหลเวียนแบบเรียลไทม์ได้เต็มรูปแบบ โดยไม่ลดทอนระดับ ‘ความเชื่อมั่น’ และ ‘ความแน่นอน’ ที่สถาบันการเงินรายใหญ่และผู้กำกับดูแลยังถือเป็นหัวใจหลักของระบบการเงินโลก
ความคิดเห็น 0