โทเค็นไลซ์ มันนี่ หรือ ‘สกุลเงินที่ถูกโทเค็นไลซ์’ กำลังถูกจับตาว่าอาจเป็นทางออกสำคัญของ ‘นวัตกรรมการเงิน’ แต่หากยังติดอยู่ในระบบปิดของแต่ละธนาคารโดยไม่เชื่อมถึงกัน ก็แทบไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในโลกธุรกิจจริง
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ที่งาน ‘คอนเซนซัส(Consensus)’ เมืองไมอามี สหรัฐอเมริกา ไรอัน รัก(Ryan Rugg) หัวหน้าฝ่ายสินทรัพย์ดิจิทัลของซิตี้กรุ๊ป(Citigroup) ระบุว่า ลูกค้าบริษัทขนาดใหญ่ไม่ได้ต้องการโทเค็นของธนาคารเพียงแห่งเดียว แต่ต้องการระบบที่ทำงานได้ในสภาพแวดล้อมแบบ ‘มัลติแบงก์’ หรือเชื่อมต่อได้หลายธนาคารพร้อมกัน ‘โทเค็นของซิตี้แห่งเดียว’ ไม่สามารถแก้ปัญหากระแสเงินทุนที่ไหลเวียนทั่วโลกได้อย่างแท้จริง
‘ความคิดเห็น’ ประเด็นนี้สะท้อนภาพชัดเจนว่าการโทเค็นไลซ์เงินฝากของธนาคาร หากยังข้ามกำแพงสถาบันการเงินไปไม่ได้ ก็จะกลายเป็นเพียง “ระบบปิดที่ใช้เทคโนโลยีใหม่” มากกว่า “โครงสร้างการเงินรูปแบบใหม่”
รักมองว่ากลยุทธ์โทเค็นไลซ์ มันนี่ ที่ธนาคารกำลังเดินหน้าอยู่กำลังชนเพดานข้อจำกัดแต่แรกเริ่ม เพราะแต่ละแห่งต่างพัฒนาแพลตฟอร์มและโทเค็นของตัวเองในลักษณะปิด ใช้งานได้เฉพาะในเครือข่ายภายในธนาคารหรือกลุ่มพันธมิตรที่จำกัด
สำหรับบรรษัทข้ามชาติ ปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้น ลูกค้าขนาดใหญ่จำนวนมากมีบัญชีตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันบัญชี กระจายอยู่ในหลายประเทศและหลายธนาคาร ตั้งแต่การจ่ายเงินเดือนพนักงาน การชำระเงินในห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนล้วนโยงถึงกันทั้งหมด ในโครงสร้างเช่นนี้ ‘ระบบโทเค็นที่ทำงานได้เฉพาะภายในธนาคารเดียว’ แทบไม่อาจสร้างประสิทธิภาพจริงจังให้กระแสเงินได้
จากผลสำรวจที่ซิตี้กรุ๊ปเคยดำเนินการ ความต้องการของบริษัทลูกค้าถือว่าชัดเจนแทบเป็นเอกฉันท์ ทุกฝ่ายเรียกร้อง ‘การชำระเงินแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมงทุกวัน’ ลูกค้าต้องการให้เงินเคลื่อนที่ได้ทันที รอบนาฬิกา และข้ามเขตเวลาโดยไม่สะดุด
เทคโนโลยีบล็อกเชนถูกยกเป็นคำตอบสำคัญของโจทย์นี้ แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ‘การเชื่อมต่อกันได้ระหว่างสถาบันการเงิน’ หรือ ‘อินเตอร์ออปเปอร์รา บิลิตี’ หากแต่ละเครือข่ายไม่สามารถเชื่อมคุยกันได้ คุณสมบัติของบล็อกเชนก็ไม่ต่างจากระบบฐานข้อมูลแบบเดิมมากนัก
ซิตี้กรุ๊ปในปัจจุบันได้สร้างแพลตฟอร์มโทเค็นไลซ์ของตนเอง พร้อมทั้งเดินระบบเคลียร์ริ่งดอลลาร์ 24 ชั่วโมงที่เชื่อมโยงกับธนาคารกว่า 300 แห่ง ท่ามกลางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐราว 1 ดอลลาร์ต่อ 1,455.30 วอน อย่างไรก็ดี รักย้ำว่าการปรับปรุงเฉพาะ ‘ระบบภายใน’ ไม่เพียงพอ สิ่งที่จำเป็นคือการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิมเข้ากับระบบดิจิทัลอย่างแท้จริง
ปัจจุบัน ภาคการเงิน ฟินเทค และคริปโต ต่างกำลังสร้างมาตรฐานและเครือข่ายของตัวเองแยกย่อยออกไปหลายสาย ความเคลื่อนไหวนี้เริ่มก่อให้เกิดความกังวลว่า เราอาจกำลังสร้าง “เกาะดิจิทัล” ใหม่ที่ไม่เชื่อมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ ‘บล็อกเชน’ เดิมทีตั้งใจจะแก้ไข ไม่ใช่ทำให้ปัญหาซ้ำรอย
รักเสนอ ‘โครงสร้างพื้นฐานร่วม’ เป็นทางออก นั่นคืออินฟราที่ไม่ได้เป็นของสถาบันใดสถาบันหนึ่ง แต่สร้างและใช้งานร่วมกันทั้งอุตสาหกรรม พร้อมยกตัวอย่างสวิฟต์(SWIFT) ระบบส่งข้อความทางการเงินระหว่างประเทศที่ธนาคารทั่วโลกใช้ร่วมกัน เขามองว่า ‘ไฟแนนซ์ที่ถูกโทเค็นไลซ์’ ควรพัฒนาตามทิศทางคล้ายคลึงกับสวิฟต์ เพื่อให้เกิดแพลตฟอร์มกลางที่ทุกฝ่ายเข้าถึงได้
อย่างไรก็ตาม ‘กำแพงด้านกฎระเบียบ’ ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ธนาคารขนาดใหญ่ส่วนใหญ่มองตรงกันว่า หากยังไม่มีความชัดเจนทางกฎหมาย พวกเขาจะไม่รีบนำบริการสินทรัพย์ดิจิทัลรูปแบบใหม่เข้าสู่ระบบ รักถึงกับระบุว่า “ถ้าไม่ถูกอนุญาต 100% เราก็จะไม่เดินหน้า” ตอกย้ำว่าความเสี่ยงเชิงกฎหมายมีน้ำหนักมากกว่าความตื่นเต้นทางเทคโนโลยี
‘ความคิดเห็น’ เมื่อโทเค็นไลซ์ มันนี่ถูกยกให้เป็นหัวใจของ ‘การปฏิรูปการเงิน’ เงื่อนไขที่จะทำให้มันยืนได้จริงจึงไม่ใช่แค่การพัฒนาเทคโนโลยี แต่ต้องครอบคลุมสามเรื่องหลักคือ ‘การเชื่อมโยงกันระหว่างธนาคาร’ ‘มาตรฐานกลางร่วมกัน’ และ ‘กรอบกฎหมายที่ชัดเจน’ หากโครงสร้างยังแตกเป็นชิ้นย่อยแยกส่วนอย่างในปัจจุบัน ผลลัพธ์สุดท้ายอาจเป็นเพียงการเปลี่ยนรูปร่างของระบบเดิม มากกว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง
ความคิดเห็น 0