บริษัทหลักทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอย่าง ชาร์ลส์ ชวาบ(Charles Schwab) เตรียมบุกตลาด ‘ตลาดคาดการณ์ (Prediction Market)’ อย่างจริงจัง ผ่านสินค้า ‘ออปชันเชิงคาดการณ์’ ที่อ้างอิงดัชนี S&P500 ซึ่งให้ผู้ลงทุนเพียงแค่ทายว่า ดัชนีจะอยู่ ‘เหนือ’ หรือ ‘ต่ำกว่า’ ระดับที่กำหนด หากทายถูกก็จะได้รับผลตอบแทนทันที โครงสร้างที่เข้าใจง่ายนี้ถูกมองว่าจะช่วยดึงดูดนักลงทุนรายย่อยให้เข้ามามีส่วนร่วมในตลาดมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ตามรายงานของ ‘วอลล์สตรีทเจอร์นัล’ เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ชาร์ลส์ ชวาบได้ร่วมมือกับ ตลาดออปชันชิคาโก(Cboe Global Markets) เตรียมเปิดตัวสัญญาออปชันรูปแบบใหม่ ที่ใช้ดัชนี S&P500 เป็นสินทรัพย์อ้างอิง โดยโครงสร้างจะเป็นลักษณะ ‘ไบนารี’ หรือแบบสองทางเลือกชัดเจน คือผลลัพธ์จะถูกตัดสินด้วยคำตอบแบบ ‘ใช่/ไม่ใช่’ เท่านั้น
แกนหลักของผลิตภัณฑ์นี้คือ หากนักลงทุนทายได้ถูกต้องว่าดัชนี S&P500 จะปิด ‘สูงกว่า’ หรือ ‘ต่ำกว่า’ ราคามาตรฐานที่กำหนดไว้ ก็จะได้รับผลตอบแทนเป็นจำนวนคงที่ ต่างจากออปชันหรือฟิวเจอร์สแบบดั้งเดิมที่ต้องคำนวณกำไรขาดทุนตามส่วนต่างราคา แต่หากทายผิด สัญญาจะหมดอายุโดย ‘ไม่มีมูลค่า’ ทันที โครงสร้างดังกล่าวคล้าย ‘ออปชันแบบใช่/ไม่’ ที่ใช้กันในตลาดคาดการณ์ทั่วไป แต่แตกต่างจากแพลตฟอร์มอย่าง โพลีมาร์เก็ต(Polymarket) หรือ คัลชี(Kalshi) ตรงที่เน้น ‘ตัวชี้วัดทางการเงิน’ โดยตรง ไม่ได้อ้างอิงเหตุการณ์เชิงเหตุการณ์ เช่น ผลเลือกตั้งหรือข่าวการเมือง
ผลิตภัณฑ์ออปชันเชิงคาดการณ์นี้มีกำหนดจะเปิดให้ ‘ลูกค้าชวาบ’ สามารถซื้อขายได้ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายตลาดคาดการณ์ในฝั่งวอลล์สตรีทอย่างกว้างขวาง
ทั้ง ชาร์ลส์ ชวาบ และ ตลาดออปชันชิคาโก ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่มฟีเจอร์เสริมที่เรียกว่า ‘พลัสโซน(Plus Zone)’ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนได้รับ ‘ผลตอบแทนบางส่วน’ แม้คาดการณ์จะไม่ตรงเป้าร้อยเปอร์เซ็นต์ หากผลลัพธ์จริง ‘อยู่ใกล้เคียง’ ระดับที่เลือกไว้ก็ยังมีโอกาสได้กำไรบางส่วน
ตัวอย่างเช่น หากตั้งสมมติฐานว่าดัชนี S&P500 จะปิดที่ระดับเป้าหมายหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงดัชนีไม่ได้แตะเป้าหมายแบบเป๊ะๆ ทว่าอยู่ในช่วงรัศมีที่กำหนด นักลงทุนก็อาจได้ผลตอบแทนส่วนหนึ่ง แทนที่จะสูญเงินทั้งหมดเหมือนโครงสร้างแบบ ‘ทายผิด = ศูนย์’ แบบดั้งเดิม ฟีเจอร์นี้ถูกมองว่าเป็นการ ‘ผ่อนคลายความสุดโต่ง’ ของโครงสร้างไบนารี และช่วยให้ประสบการณ์ของผู้ลงทุนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
ในเชิงกลยุทธ์ ทั้งสองบริษัทมีแนวโน้มจะขยายผลิตภัณฑ์ไปยัง ‘ดัชนีและเบนช์มาร์กการเงินอื่นๆ’ นอกเหนือจาก S&P500 เช่น ดัชนีหุ้นชุดอื่น อัตราดอกเบี้ย หรือดัชนีความผันผวน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม พวกเขายืนยันว่าจะจำกัดขอบเขตการอ้างอิงไว้เฉพาะ ‘ตัวเลขทางการเงินที่ตรวจสอบได้อย่างเป็นทางการ’ ไม่ขยายไปสู่เหตุการณ์ด้านกีฬา การเมือง หรือข้อมูลที่ตีความได้หลายแบบ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาด้านกฎระเบียบและความโปร่งใส
ในช่วงหลัง ‘ตลาดคาดการณ์’ ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นักลงทุนเริ่มมองแพลตฟอร์มที่เปิดให้เดิมพันในหลากหลายเหตุการณ์ ตั้งแต่ผลการเลือกตั้ง ไปจนถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ ว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางกระจายพอร์ตและเก็งมุมมองต่ออนาคต โดยเฉพาะฝั่งคริปโตและแพลตฟอร์มเทรดสำหรับรายย่อยอย่าง โคอินเบส(COIN) และ โรบินฮูด(HOOD) ต่างทยอยเปิดบริการหรือฟีเจอร์ที่เกี่ยวข้องกับ ‘การคาดการณ์เหตุการณ์’ มากขึ้น ทำให้การแข่งขันในตลาดนี้เริ่มดุเดือด
‘ความคิดเห็น’ การที่ชาร์ลส์ ชวาบ ซึ่งถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ของ ‘การเงินดั้งเดิม’ ตัดสินใจก้าวเข้าสู่ตลาดคาดการณ์อย่างชัดเจน แสดงให้เห็นเส้นแบ่งระหว่าง ‘การเงินดั้งเดิม’ และ ‘ตลาดคาดการณ์/คริปโต’ เริ่มเลือนรางลงเรื่อยๆ หากผลิตภัณฑ์ออปชันเชิงคาดการณ์บนดัชนี S&P500 สามารถดึงเม็ดเงินจากนักลงทุนรายย่อยได้จริง อาจทำให้ตลาดคาดการณ์บนตัวชี้วัดการเงินกลายเป็น ‘รูปแบบการลงทุนกระแสหลัก’ อีกประเภทหนึ่งในอนาคต ขณะเดียวกันก็อาจสร้างแรงกดดันให้แพลตฟอร์มคริปโตและโบรกเกอร์รายอื่น ต้องเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกันเพื่อรักษาฐานลูกค้าและส่วนแบ่งตลาด
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของสินค้าใหม่นี้จะขึ้นอยู่กับ ‘ประสบการณ์ผู้ใช้งาน’ โครงสร้างราคา และกรอบกำกับดูแลจากหน่วยงานด้านการเงินของสหรัฐ ว่าจะเปิดทางให้ ‘ตลาดคาดการณ์บนดัชนีการเงิน’ ขยายตัวได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งนักลงทุนและผู้เล่นในวงการคริปโตต่างจับตาว่า S&P500 จะกลายเป็นศูนย์กลางของตลาดคาดการณ์แบบใหม่ในระบบการเงินโลกหรือไม่
ความคิดเห็น 0