สหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสัปดาห์หน้า ท่ามกลางการเจรจาเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงชะงักงัน โดยสหรัฐฯ มีแผนใช้ทั้งมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและแรงกดดันด้านการปิดล้อมควบคู่กัน
ซีโร่เฮดจ์ (ZeroHedge) รายงานว่า สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยแนวทางรับมืออิหร่านระหว่างให้สัมภาษณ์กับนิวส์แม็กซ์ (Newsmax) เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) โดยเบสเซนต์กล่าวว่า “ตามคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ เราได้ยกระดับแรงกดดันขึ้นอีกครั้ง” พร้อมเสริมว่า “รอดูการประกาศในสัปดาห์หน้าได้เลย”
เบสเซนต์ระบุต่อว่าจะใช้มาตรการที่ “ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์การโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจของประเทศใดประเทศหนึ่ง” กับอิหร่าน แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าเป้าหมายการคว่ำบาตรคือใคร หรือจะดำเนินการอย่างไร
เขาอธิบายแรงกดดันรอบนี้ว่าเป็น ‘หมัดคู่’ ที่ผสมผสานระหว่างการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจกับการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นแนวทางที่จะสกัดกั้นการขนส่งสินค้าเข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่าน
คำกล่าวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซกลับมาใช้งานได้ตามปกติยังคงหยุดชะงัก ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำคัญของตะวันออกกลาง หากการเดินเรือผ่านช่องแคบนี้สะดุด ย่อมส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์
สหรัฐฯ ขยายเครือข่ายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2018 โดยเจเรมี พาเนอร์ (Jeremy Paner) หุ้นส่วนบริษัทกฎหมาย Hughes Hubbard & Reed ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา วอชิงตันได้ออกคำสั่งขึ้นบัญชีคว่ำบาตรอิหร่านแล้วราว 2,200 รายการ
การขึ้นบัญชีคว่ำบาตรคือมาตรการที่นำบุคคล บริษัท เรือ หรือสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเข้าสู่บัญชีจำกัดการทำธุรกรรม ซึ่งมักมาพร้อมกับการระงับธุรกรรมทางการเงิน การอายัดทรัพย์สิน และการจำกัดการนำเข้า-ส่งออก เพื่อกดดันการระดมเงินตราต่างประเทศและเครือข่ายโลจิสติกส์ของประเทศเป้าหมาย
ท่าทีของเบสเซนต์ยังถูกตีความว่าเป็นสัญญาณที่รัฐบาลทรัมป์ให้น้ำหนักกับการกดดันทางเศรษฐกิจมากกว่าการใช้กำลังทหาร ซีโร่เฮดจ์รายงานว่ารัฐบาลทรัมป์ดูจะหันมาใช้ ‘สงครามเศรษฐกิจ’ แทนแนวทางโจมตีขีดความสามารถขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านซ้ำอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยว่ามาตรการคว่ำบาตรใหม่จะพุ่งเป้าไปที่ใครเพิ่มเติม เมื่อเครือข่ายคว่ำบาตรที่มีอยู่เดิมก็ครอบคลุมกว้างขวางอยู่แล้ว ประเด็นที่ต้องจับตาคือมาตรการใหม่จะเจาะจงไปที่การขนส่ง การเงิน หรือการซื้อขายพลังงานส่วนใด
ปัจจัยช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นแรงกดดันทางอ้อมต่อตลาดพลังงานและความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยง ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซที่ดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ให้สูงขึ้น
ความเชื่อมโยงโดยตรงกับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงมีจำกัด TokenPost เคยรายงานกรณีที่ราคาน้ำมันและภาระอัตราดอกเบี้ยส่งผลต่อความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยงมาก่อน แต่ผลกระทบที่ชัดเจนของมาตรการกดดันอิหร่านรอบนี้ต่อราคาบิตคอยน์(BTC) หรือโทเคนหลักอื่น ๆ ยังต้องรอการยืนยันเพิ่มเติม
มาตรการเพิ่มเติมที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศล่วงหน้าไว้มีกำหนดเปิดเผยในสัปดาห์หน้า และเนื้อหาที่ประกาศจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าเป้าหมายการคว่ำบาตรอิหร่านและขอบเขตที่แท้จริงของแรงกดดันปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซจะเป็นอย่างไร
ความคิดเห็น 0