ขบวนการหลอกลงทุน 'คริปโตนอกตลาด' (unlisted coin) แบบแชร์ลูกโซ่กำลังขยายตัวด้วยโครงสร้างที่ดึงเหยื่อกลับมาเป็นผู้ชักชวนรายใหม่ ด้วยคำโฆษณาว่าเมื่อเหรียญเข้าจดทะเบียนในตลาดแลกเปลี่ยนจะพุ่งขึ้นได้หลายสิบเท่าไปจนถึง 100 เท่า ทำให้นักลงทุนที่เสียเงินไปแล้วลังเลที่จะแจ้งความ และหันไปชักชวนคนใกล้ตัวลงทุนต่อระหว่างรอทวงเงินคืน
เมื่อวันที่ 16 (เวลาท้องถิ่น) สำนักข่าวยอนฮับ (Yonhap) รายงานเรื่องราวของชายที่ใช้ชื่อย่อว่า 'A' ผู้ชักชวนนักลงทุนแถวสถานีซอลลึง (Seolleung) ย่านรถไฟใต้ดินสาย 2 กรุงโซล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้งว่าเป็นแหล่งชักชวนลงทุนแบบแชร์ลูกโซ่ A เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวในที่เกิดเหตุว่าตัวเองก็สูญเงินไปแล้วราว 60 ล้านวอนจากการลงทุนคริปโตนอกตลาดเช่นกัน
A คือคนที่ชักชวนนักลงทุนด้วยคำพูดว่าลงทุนคริปโตนอกตลาดแล้วจะทำเงินก้อนใหญ่ได้ แต่เขากลับอ้างว่าตัวเองก็ถูกหลอกจากการลงทุนคริปโตนอกตลาดอีกรายการหนึ่งแยกต่างหาก และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้แจ้งความ
ทั้งเหรียญที่ A ชักชวนให้คนอื่นลงทุน และเหรียญที่เขาอ้างว่าตัวเองเสียหาย ล้วนเป็นเหรียญที่ค้นหาไม่พบบนคอยน์มาร์เก็ตแคป (CoinMarketCap) แพลตฟอร์มข้อมูลที่รวบรวมราคาและรายละเอียดโครงการคริปโตทั่วโลก
การที่เหรียญไม่ปรากฏบนคอยน์มาร์เก็ตแคปเพียงอย่างเดียวไม่อาจใช้ฟันธงว่าเป็น 'มิจฉาชีพ' ได้ทันที แต่ในเมื่อนักลงทุนทั่วไปแทบตรวจสอบข้อมูลการซื้อขาย โอกาสเข้าตลาด และผู้ออกเหรียญตัวจริงไม่ได้เลย จุดนี้จึงถือเป็นสัญญาณเตือนที่ควรระวัง
ปัญหาสำคัญอยู่ที่การแจ้งความที่ล่าช้าออกไปเรื่อยๆ นักลงทุนคริปโตนอกตลาดจำนวนมากได้ยินคำมั่นสัญญาว่า 'อีกไม่นานจะคืนเงินให้' หรือ 'รออีกนิดเดียวจะได้เงินต้นพร้อมกำไร' จึงเลื่อนการแจ้งความออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า
ระหว่างนั้น นักลงทุนที่ขาดทุนแล้วพยายามชักชวนคนรู้จักเข้ามาลงทุนเพื่อหวังลดผลขาดทุนของตัวเอง เส้นแบ่งระหว่าง 'เหยื่อ' กับ 'นายหน้าชักชวน' จึงเลือนราง ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนคนเดียว แต่ลุกลามผ่านเครือข่ายคนใกล้ตัว ทั้งครอบครัว เพื่อนฝูง และเพื่อนร่วมงาน
ชายอีกรายที่ใช้ชื่อย่อว่า 'B' ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับคริปโตนอกตลาดในเมืองปูซาน (Busan) เล่าโครงสร้างที่คล้ายกัน โดยระบุว่านายหน้าที่ใช้ชื่อย่อว่า 'C' บอกเขาว่าเมื่อเหรียญเข้าจดทะเบียนแล้วมูลค่าจะพุ่งขึ้นหลายร้อยเท่า ทำให้เขาทุ่มเงินหลายสิบล้านวอนลงทุนในเหรียญหลายตัว ก่อนจะพบว่าถูกหลอก
หลังจากนั้น B กระโดดเข้าไปทำธุรกิจเกี่ยวกับคริปโตเอง และเงินของคนรู้จักก็ไหลเข้ามาในธุรกิจนี้ด้วย เขายอมรับว่าเพราะทุ่มเงินก้อนใหญ่ลงไปจึงไม่กล้าแจ้งความ ปล่อยให้เวลาผ่านไป 6 เดือน จนถึง 1 ปี และลากยาวมาจนถึงทุกวันนี้
รูปแบบการหลอกลวงนี้อาศัยช่องว่างข้อมูลของคริปโตนอกตลาดเป็นหลัก เพราะเหรียญที่ยังไม่เข้าจดทะเบียนมักตรวจสอบจากภายนอกได้ยากทั้งเรื่องการตั้งราคา ตัวตนผู้ออกเหรียญ แผนการกระจายเหรียญ และสถานะการพิจารณาเข้าตลาดแลกเปลี่ยน
ผู้ชักชวนมักหยิบยกคำว่า 'จะเข้าจดทะเบียนในตลาดแลกเปลี่ยนรายใหญ่' 'โอกาสลงทุนตั้งแต่ช่วงต้น' และ 'มีทางได้เงินต้นคืน' มาเป็นจุดขาย ทั้งที่คำมั่นสัญญาเรื่องการเข้าตลาดหรือผลตอบแทนที่รับประกันมักไม่มีหลักฐานยืนยันจริง และความคาดหวังเรื่องการเข้าตลาดก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือสั่นคลอนการตัดสินใจของนักลงทุน
ตัวแทนจากโบนันซาแ�ฟคทอรี (Bonanza Factory) บริษัทด้านการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบบล็อกเชน ระบุว่า "การหลอกลวงลักษณะนี้หลายกรณีถูกออกแบบมาตั้งแต่ต้นเพื่อหลบเลี่ยงการสืบสวนและการบังคับใช้กฎหมาย" ความเห็นนี้ชี้ให้เห็นว่ายิ่งแจ้งความช้าเท่าไหร่ ช่วงเวลาทองสำหรับการติดตามและอายัดเงินก็ยิ่งเหลือน้อยลงเท่านั้น
ยุน ซึงชิก (Yoon Seung-sik) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยไทเกอร์รีเสิร์ช (Tiger Research) กล่าวว่า "คริปโตยังคงเป็นหัวข้อที่พูดง่ายว่าถ้าเข้าตลาดแล้วจะโตขึ้น 10 เท่า 100 เท่า" พร้อมระบุว่า "มิจฉาชีพอาศัยจุดนี้กระตุ้นความรู้สึก 'กลัวตกขบวน' หรือโฟโม (FOMO) ของนักลงทุน" คำเตือนนี้สะท้อนว่าความหวังเรื่องผลตอบแทนสูงยังคงเป็นจุดอ่อนที่ถูกใช้หลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยุน ซึงชิก (Yoon Seung-sik) กล่าวเพิ่มเติมว่า "ตลาดแลกเปลี่ยนรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศไม่มีทางให้คำมั่นหรือรับประกันการเข้าจดทะเบียนล่วงหน้า" และว่า "หากมีการโฆษณาว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดแลกเปลี่ยนรายใหญ่แบบยืนยันแน่นอน โอกาสที่จะเป็นการหลอกลวงสูงถึง 99.9%"
ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานกรณีเหยื่อตู้เอทีเอ็มคริปโตในรัฐแอริโซนา 35 รายได้รับเงินคืนเต็มจำนวน ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ผู้เสียหายจากการหลอกลวงผ่านตู้เอทีเอ็มคริปโตทำตามขั้นตอนแจ้งความครบถ้วนจนได้เงินคืนเต็มจำนวน สะท้อนว่าการแจ้งความตั้งแต่ระยะแรกและการเก็บหลักฐานไว้ให้ครบอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเยียวยาความเสียหายได้
กรณีนี้เป็นเรื่องของโครงสร้างการชักชวนลงทุนมากกว่าความผันผวนของราคาคริปโต หากพบว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อ ควรเก็บรักษาหลักฐานทั้งที่มาของการชักชวน บัญชีที่โอนเงิน ที่อยู่กระเป๋าเงินดิจิทัล เอกสารคำอธิบายการลงทุน และบทสนทนาทั้งหมดไว้ เพื่อดำเนินการแจ้งความต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ความคิดเห็น 0