Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

TapeOut สร้าง CPU บนเชน BNB Chain ทำงานที่ความถี่ 2.22 เฮิรตซ์

TapeOut ทดลองสร้างหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) บนบล็อกเชน บีเอ็นบีเชน (BNB Chain) โดยใช้โทเคนเป็นหน่วยพื้นฐานของวงจรตรรกะ และนำวงจรที่ออกแบบเสร็จแล้วมาผูกเป็น NFT เพื่อให้บล็อกเชนทำหน้าที่เหมือนอุปกรณ์คำนวณเครื่องหนึ่ง

คอลัมน์ของ TechFlow ที่เผยแพร่ผ่าน PANews ระบุว่า นักพัฒนาที่ใช้ชื่อ Blonskr อ้างอิงสเปกของ อินเทล(Intel) 4004 จากปี 1971 มาสร้าง CPU บนเชนขึ้นมาในชื่อ ‘เบฮีมอธ (Behemoth)’ โดยใช้ทรานซิสเตอร์ 2,300 ตัว เบฮีมอธใช้จังหวะการสร้างบล็อกใหม่ของ BNB Chain เป็นสัญญาณนาฬิกา และตั้งความถี่พื้นฐานไว้ที่ 2.22 เฮิรตซ์

หัวใจของ TapeOut คือการยกคำศัพท์จากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่าง ‘เทปเอาต์ (TapeOut)’ ขึ้นมาไว้บนเชน ขั้นตอนที่เมื่อออกแบบชิปเสร็จแล้วเข้าสู่การผลิตจะแก้ไขได้ยากนี้ ถูกนำมาเชื่อมโยงกับคุณสมบัติที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ (immutability) ของบล็อกเชน TapeOut ใช้โทเคนมาตรฐาน ERC-1155 แทนเกท NAND ส่วนวงจรที่ออกแบบเสร็จสมบูรณ์แล้วจะถูกสร้างเป็น NFT มาตรฐาน ERC-721

ในวงจรดิจิทัล เกท NAND ทำหน้าที่เป็นหน่วยพื้นฐานที่นำไปประกอบกันเป็นการคำนวณเชิงตรรกะได้หลากหลายรูปแบบ TapeOut แปลงเกทเหล่านี้ให้เป็นโทเคน ให้ผู้ใช้วางโทเคนทรานซิสเตอร์และลากเส้นเชื่อมต่อกันบนหน้าจอเบราว์เซอร์เพื่อออกแบบวงจรเอง เมื่อยืนยันการออกแบบแล้ว โทเคนทรานซิสเตอร์จะถูกเผาทิ้งและระบบจะสร้าง NFT วงจรขึ้นมาแทนที่

ตรรกะของวงจรถูกบันทึกในรูปแบบข้อมูล คอลัมน์ระบุว่าวงจรเหล่านี้ไม่มีสิทธิ์เรียกใช้สัญญาอื่นหรือเปลี่ยนสถานะการเขียน (write) จึงใช้งานได้เฉพาะด้านการคำนวณเท่านั้น ขั้นตอนการอ่านผลลัพธ์การคำนวณทำผ่านการเรียกดู (read) จึงไม่สร้างธุรกรรมใหม่และไม่เสียค่าแก๊สแต่อย่างใด

ตัวอย่างที่เปิดเผยออกมา ได้แก่ วงจรบวกครึ่ง (half adder) ที่ใช้ทรานซิสเตอร์ 5 ตัว วงจรบวกเต็ม (full adder) ที่ใช้ 9 ตัว ตัวบวกขนาด 4 บิตที่ใช้ 36 ตัว และตัวถอดรหัส 7 ส่วน (7-segment decoder) ที่ใช้ 100 ตัว ส่วนจำนวน 2,300 ตัวถูกกำหนดให้เท่ากับขนาดของอินเทล 4004 นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถหยิบวงจรที่คนอื่นสร้างไว้มาใช้แบบกล่องดำ (black box) แล้วนำไปเชื่อมต่อใหม่ได้อีกด้วย

เบฮีมอธไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อการประมวลผลที่รวดเร็ว คอลัมน์มองว่าเมื่อเทียบกับชิปในสมาร์ตโฟนทั่วไปแล้ว ความเร็วของมันช้ากว่ามาก แต่ความหมายที่แท้จริงอยู่ที่วิธีการทำงาน ไม่ใช่ความเร็ว นี่คือกรณีทดลองที่ทดสอบว่าบล็อกเชนสามารถบรรจุโครงสร้างการคำนวณเอาไว้ได้หรือไม่ ไม่ใช่แค่ทำหน้าที่เป็นสมุดบัญชีธุรกรรมเพียงอย่างเดียว

ด้านความปลอดภัยก็ถูกวางเป็นอีกหนึ่งแกนของการออกแบบ คอลัมน์อธิบายว่าเนื่องจากวงจรไม่สามารถเรียกใช้สัญญาอื่นหรือเขียนสถานะได้ แม้จะรันวงจรที่ไม่คุ้นเคย ผลลัพธ์เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นได้ก็เป็นเพียงคำตอบที่ผิดพลาดเท่านั้น ซึ่งตีความได้ว่าเป็นกลไกที่ช่วยลดความเสี่ยงในการรัน เมื่อนำวงจรบนเชนหลายชุดมาประกอบใช้งานร่วมกัน

ตัวเลขการมีส่วนร่วมช่วงแรกก็ถูกเปิดเผยเช่นกัน ตลาดซื้อขายโทเคนทรานซิสเตอร์ของ TapeOut มีที่อยู่กระเป๋า (address) 237 รายการ ทำธุรกรรมรวม 543 ครั้ง ภายใน 5 ชั่วโมงแรกหลังเปิดตัว ปริมาณการซื้อขายรวมอยู่ที่ 58.41 บีเอ็นบี(BNB) และค่าธรรมเนียมโปรโตคอลรวมอยู่ที่ 0.58 บีเอ็นบี

การทดลองครั้งนี้แตกต่างจากการออกโทเคนหรือการแข่งขันผลตอบแทนดีไฟ (DeFi) ที่นักลงทุนไทยคุ้นเคยกันดี เพราะนี่คือการทดลองทางเทคนิคที่นำโครงสร้างการคำนวณขึ้นไปไว้บนเชน ไม่ใช่การทำธุรกรรมทางการเงินแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่เปิดเผยออกมาเพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะบอกได้ว่า TapeOut จะมีผู้ใช้งานต่อเนื่องหรือขยายสู่เชิงพาณิชย์ได้หรือไม่ สิ่งที่ยืนยันได้ในตอนนี้มีเพียงการทดลองที่ว่า ‘CPU ทำงานบนเชนได้จริง’ เท่านั้น

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1