สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ระบุบิตคอยน์(BTC) อีเธอเรียม(ETH) โซลานา(SOL) และริปเปิล(XRP) เป็นตัวอย่างของ 'สินทรัพย์ดิจิทัล' ในการจัดหมวดหมู่สินทรัพย์คริปโตครั้งใหม่ พร้อมระบุว่าสเตเบิลคอยน์อาจถูกตัดสินว่าเป็นหลักทรัพย์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าใช้เพื่อการชำระเงินและเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายหรือไม่
ก.ล.ต.สหรัฐฯ ออกแนวทางตีความเรื่อง 'การบังคับใช้กฎหมายหลักทรัพย์ของรัฐบาลกลางกับสินทรัพย์คริปโตและธุรกรรมบางประเภท' เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2026 (เวลาท้องถิ่น) โดยแบ่งสินทรัพย์คริปโตออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ △สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Commodity) △ของสะสมดิจิทัล (Digital Collectible) △เครื่องมือดิจิทัล (Digital Tool) △สเตเบิลคอยน์ △หลักทรัพย์ดิจิทัล (Digital Security) ด้านคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) ระบุในวันเดียวกันว่าจะบังคับใช้กฎหมายการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ให้สอดคล้องกับการตีความของ ก.ล.ต.
เอกสารให้ความรู้ที่ ก.ล.ต.สหรัฐฯ เผยแพร่เมื่อวันที่ 22 เมษายน ระบุตัวอย่างสินทรัพย์ดิจิทัลไว้ ได้แก่ บิตคอยน์ อีเธอเรียม โซลานา ริปเปิล เอดา(ADA) โดชคอยน์(DOGE) เชนลิงก์(LINK) อวาแลนช์(AVAX) พอลคาดอต(DOT) ไลท์คอยน์(LTC) บิตคอยน์แคช(BCH) เฮเดอรา(HBAR) สเตลลาร์ลูเมนส์(XLM) ชิบะอินุ(SHIB) แอปทอส(APT) และเทซอส(XTZ) โดยนิยาม 'สินทรัพย์ดิจิทัล' ว่าเป็นสินทรัพย์ที่จำเป็นต่อการใช้งานหรือเข้าร่วมในระบบคริปโตที่เกี่ยวข้อง
ใจความสำคัญของการตีความครั้งนี้คือการแยก 'ตัวโทเคน' ออกจาก 'วิธีการขาย' แนวทางที่ตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาของรัฐบาลกลางระบุว่า สินทรัพย์คริปโตที่ไม่ใช่หลักทรัพย์ก็ยังอาจกลายเป็นวัตถุของ 'สัญญาการลงทุน' ได้ หากเข้าองค์ประกอบทั้งคำมั่นสัญญาของผู้ออกหรือทีมโครงการ ความคาดหวังผลกำไรของนักลงทุน และการพึ่งพาความพยายามของบุคคลอื่น กฎหมายหลักทรัพย์จึงยังมีช่องที่จะเข้ามาบังคับใช้ได้
การจัดหมวดหมู่สเตเบิลคอยน์ก็ถูกวางกรอบไว้เช่นกัน ก.ล.ต.สหรัฐฯ ระบุว่าสเตเบิลคอยน์เพื่อการชำระเงินที่ผูกมูลค่ากับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ และใช้เป็นเครื่องมือชำระเงินหรือชำระบัญชี โดยทั่วไปจะไม่ถือเป็นหลักทรัพย์ หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย GENIUS Act ส่วนสเตเบิลคอยน์ประเภทอื่นอาจถูกจัดเป็นหลักทรัพย์ได้ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างและสิทธิของผู้ถือ
หลักทรัพย์ดิจิทัลถูกจัดให้ใกล้เคียงกับหลักทรัพย์แบบดั้งเดิมที่แปลงเป็นโทเคน ขณะที่ของสะสมดิจิทัลและเครื่องมือดิจิทัลถูกแยกเป็นสินทรัพย์ที่เน้นวัตถุประสงค์ด้านการสะสมและการใช้งานตามลำดับ สะท้อนว่าแม้จะอยู่บนบล็อกเชนเดียวกัน แต่สิทธิทางเศรษฐกิจและโครงสร้างการออกและขายที่ต่างกัน อาจนำไปสู่การประเมินทางกฎหมายที่ต่างกันด้วย
ในยุคที่แกรี เกนส์เลอร์(Gary Gensler) เป็นประธาน ก.ล.ต.สหรัฐฯ หน่วยงานมักใช้การบังคับใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือถกเถียงเรื่องความเป็นหลักทรัพย์ของสินทรัพย์คริปโต เอกสารฉบับนี้แสดงทิศทางที่ต่างออกไป คือหันมาแบ่งประเภทสินทรัพย์และโครงสร้างธุรกรรมก่อน แทนที่จะเน้นการบังคับใช้กฎหมายเป็นหลัก ซึ่งที่มาของการที่ ก.ล.ต.และ CFTC ร่วมกันวางเกณฑ์การจัดหมวดหมู่และเขตอำนาจของสินทรัพย์ดิจิทัล ก็เชื่อมโยงกับความล่าช้าของกฎหมายจากสภาคองเกรสด้วยเช่นกัน
พอล แอตกินส์(Paul S. Atkins) ประธาน ก.ล.ต.สหรัฐฯ กล่าวในสุนทรพจน์เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ว่า การตีความครั้งนี้ 'ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้น' พร้อมระบุว่ากรอบกำกับดูแลที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยกฎหมายจากสภาคองเกรส คำกล่าวนี้สะท้อนว่าการตีความเชิงบริหารเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะตรึงกฎเกณฑ์โครงสร้างตลาดไว้ในระยะยาว
CFTC เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกับ ก.ล.ต. โดยระบุว่าสินทรัพย์คริปโตที่ไม่ใช่หลักทรัพย์บางส่วนอาจเข้าข่ายนิยาม 'สินค้าโภคภัณฑ์' ตามกฎหมายการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม การที่ ก.ล.ต.มองว่าสินทรัพย์หนึ่งไม่ใช่หลักทรัพย์ กับการที่ CFTC จะเข้ามามีเขตอำนาจเหนือสินทรัพย์ที่ไม่ใช่หลักทรัพย์ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ยังคงเป็นคนละประเด็นกัน
ปฏิกิริยาจากภาคธุรกิจแบ่งออกเป็นสองด้าน ทั้งการต้อนรับความชัดเจนที่เพิ่มขึ้นและการเรียกร้องให้เติมรายละเอียดเพิ่ม ริปเปิลแล็บส์(Ripple Labs Inc.) ระบุในความเห็นที่ยื่นต่อ ก.ล.ต.สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ว่าการตีความครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่น่ายินดี แต่ยังต้องปรับปรุงเกณฑ์เรื่องกิจการร่วมค้า ความชัดเจนของถ้อยคำ และการบังคับใช้กับตลาดรอง (secondary market) ให้ละเอียดขึ้น
เดอะดิจิทัลเชมเบอร์(The Digital Chamber) ระบุในความเห็นเมื่อวันที่ 27 เมษายน ว่าแนวทางนี้เป็นความคืบหน้าที่สำคัญ แต่กังวลว่าหากไม่มีแนวทางเพิ่มเติม การตีความอาจถูกนำไปใช้ไม่สอดคล้องกันในทางปฏิบัติ กล่าวคือ แม้ความชัดเจนโดยรวมจะเพิ่มขึ้น แต่เกณฑ์การบังคับใช้จริงยังต้องรัดกุมกว่านี้
เวฟดิจิทัลแอสเซทส์(Wave Digital Assets) ระบุในความเห็นเมื่อวันที่ 28 เมษายน ว่ายินดีกับการจัดสินทรัพย์ดิจิทัลใหม่ให้อยู่ในหมวดสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ยังต้องการกฎเกณฑ์ย่อยที่รองรับงานที่ปรึกษา ดีไฟแนนซ์ (DeFi) การสเตกกิง และงานด้านการดูแลสินทรัพย์ ด้านชิลิซ(Chiliz) แจ้งในประกาศทางการเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ว่าโทเคนแฟน (fan token) ของบริษัทถูกจัดอยู่ในกลุ่มของสะสมดิจิทัลและเครื่องมือดิจิทัล
แนวทางนี้ยังเป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับตลาดในประเทศด้วย เพราะเมื่อกระดานเทรดและโปรเจกต์ในประเทศพิจารณาโครงสร้างการนำเหรียญเข้าจดทะเบียน การดูแลสินทรัพย์ และการชำระเงินด้วยสเตเบิลคอยน์ ก็มีตัวอย่างกฎระเบียบจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งกรณีให้อ้างอิง โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าแม้ตัวโทเคนจะถูกจัดเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ใช่หลักทรัพย์ แต่วิธีการขายอาจถูกประเมินว่าเป็นสัญญาการลงทุนได้ ก็อาจกลายเป็นภาระเชิงปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการในประเทศเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เอกสารฉบับนี้เป็นเพียงแนวทางตีความ ไม่ใช่การแก้ไขกฎหมาย หน้าเปิดรับความเห็นสาธารณะของ ก.ล.ต.สหรัฐฯ ปิดรับความเห็นถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2026 และหลังจากนี้คาดว่าการพิจารณากฎหมายจากสภาคองเกรสและแนวทางเพิ่มเติมจะดำเนินต่อไป
ความคิดเห็น 0