บิตคอยน์(BTC) ร่วงลงมาแล้วราว 55% จากจุดสูงสุด แต่แอนโธนี สการามุชชี(Anthony Scaramucci) ผู้ก่อตั้งสกายบริดจ์ แคปิตอล(SkyBridge Capital) มองว่านี่คือสัญญาณเชิงบวก เพราะขนาดการปรับฐานครั้งนี้เล็กกว่ารอบก่อนหน้ามาก แม้จะยอมรับว่าตลาดเข้าสู่ภาวะหมีแล้ว แต่ระดับความลึกของการร่วงนั้นต่างออกไป
สการามุชชีกล่าวในงาน Wyoming Blockchain Symposium ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน SALT ระหว่างพูดคุยกับแอนดรูว์ รอสส์ ซอร์กิน(Andrew Ross Sorkin) จาก CNBC ว่า "นี่คือตลาดหมีของบิตคอยน์อย่างชัดเจน" ยูทูเดย์(uToday) รายงานเมื่อวันที่ 18 เขาระบุว่า "ตลาดหมีรอบก่อนๆ เคยร่วงลงถึง 75-80%" ขณะที่รอบนี้ร่วงลงเพียงประมาณ 55%
เขามองว่าการที่รอบนี้ร่วงน้อยกว่าเดิมอาจเป็นสัญญาณว่าแรงซื้อสุทธิจะกลับมาเพิ่มขึ้นในรอบขาขึ้นถัดไป แม้ราคาจะผันผวนหนัก แต่แรงเทขายก็ไม่ได้ลึกเท่ากับรอบก่อนๆ
คำพูดของสการามุชชีเกิดขึ้นในจังหวะที่การถกเถียงในตลาดเปลี่ยนโฟกัสจาก "เป็นตลาดหมีหรือไม่" ไปสู่ "ตลาดหมีครั้งนี้ลึกแค่ไหน" เขายกปัจจัยกดดันราคาไว้หลายด้าน ทั้งการปรับตัวของบริษัทขุดบิตคอยน์ไปสู่ธุรกิจ AI กระแสเงินทุนในตลาดคริปโตที่ไหลไปยังสินทรัพย์สาย AI และวัฏจักร 4 ปีของบิตคอยน์
การลดครึ่งรางวัล (halving) เป็นอีกตัวแปรสำคัญในมุมมองของเขา สการามุชชีระบุว่าเหลือเวลาอีกราว 18-19 เดือนก่อนถึงรอบลดครึ่งรางวัลถัดไป และเมื่อปริมาณอุปทานตึงตัวขึ้นอีกครั้ง บิตคอยน์อาจกลับไปยืนเหนือระดับ 100,000 ดอลลาร์ได้
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ฟันธงว่าราคาจะฟื้นตัวเร็ว โดยพูดถึงช่วงเวลาที่ราคาจะเคลื่อนไหวช้าๆ ไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งสะท้อนว่าเขาให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ที่วัฏจักรจะเปลี่ยนทิศ มากกว่าการฟื้นตัวของราคาระยะสั้น
ตัวเลขเปอร์เซ็นต์การร่วงของราคาจะต่างกันไปตามจุดอ้างอิงเวลา โดยดีคริปต์(Decrypt) รายงานเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนว่า บิตคอยน์ร่วงลงมาแล้ว 50% จากราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 126,080 ดอลลาร์ ซึ่งทำไว้เมื่อเดือนตุลาคม 2025
รายงานเดียวกันระบุว่าตลาดหมีรอบนี้ถูกประเมินว่าตื้นที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังมองว่ายังไม่สามารถยืนยันได้ว่าราคาแตะจุดต่ำสุดแล้ว วิดเจ็ตราคาบนหน้าเว็บของดีคริปต์แสดงราคา BTC อยู่ที่ 64,685 ดอลลาร์ ณ เวลาตรวจสอบวันที่ 18 สิงหาคม
หากคำนวณจากตัวเลขนี้ บิตคอยน์ร่วงลงจากจุดสูงสุดตลอดกาลราว 49% ส่วนตัวเลข 55% ที่สการามุชชีพูดถึงควรมองว่าเป็นการอ้างอิงราคา ณ จุดเวลาหนึ่งที่ต่างออกไป
มุมมองในทำนองเดียวกันเคยปรากฏจากฝั่งนักลงทุนสถาบันมาก่อน โดยผู้บริหารระดับสูงของบิตไวส์(Bitwise) เคยประเมินว่าตลาดบิตคอยน์เริ่มชินชากับข่าวร้าย ตามที่ TokenPost เคยรายงานไว้ ซึ่งตอนนั้นก็มีการพูดถึงว่าการปรับฐาน 55% จากจุดสูงสุดยังนับว่าน้อยกว่าการร่วง 70-80% ในรอบก่อนๆ
ในทางกลับกันก็มีมุมมองที่ต่างออกไป โดยรอยเตอร์(Reuters) รายงานเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนว่า หุ้นกลุ่ม AI และการเข้าตลาดหุ้นขนาดใหญ่ (IPO) ได้ดึงเม็ดเงินไปจากบิตคอยน์ ทำให้ราคาซบเซาตลอดปีนี้ รายงานเดียวกันระบุว่ากองทุน ETF บิตคอยน์มีเงินไหลออกสุทธิกว่า 2,700 ล้านดอลลาร์ภายในสัปดาห์เดียว และยอดไหลออกสุทธิสะสมของปี 2026 แตะ 3,100 ล้านดอลลาร์
ETF คือผลิตภัณฑ์การเงินที่ออกแบบมาให้เคลื่อนไหวตามดัชนีหรือราคาสินทรัพย์อ้างอิง และซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เหมือนหุ้นทั่วไป กระแสเงินทุนของกองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอตมักถูกตีความเป็นตัวชี้วัดความกล้าเสี่ยงของนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อย
การประเมินว่าเงินทุนไหลไปยังหุ้น AI และ IPO ขนาดใหญ่สอดคล้องกับคำอธิบายของสการามุชชีเช่นกัน สะท้อนว่าไม่ใช่แค่ปัจจัยภายในตลาดคริปโตเท่านั้น แต่แรงดึงดูดของหุ้นเทคโนโลยีและตลาดหุ้นใหม่ก็ส่งผลต่อภาวะอุปสงค์-อุปทานของ BTC ด้วย
งาน Wyoming Blockchain Symposium ที่สการามุชชีขึ้นพูดครั้งนี้จัดโดย SALT ร่วมกับแคร็กเกน(Kraken) ระหว่างวันที่ 17-20 สิงหาคม ที่เมืองแจ็กสันโฮล สหรัฐอเมริกา โดยกำหนดการวันที่ 18-19 สิงหาคมเป็นช่วงเนื้อหาหลักและการประชุมทางธุรกิจ ส่วนวันที่ 20 สิงหาคมเป็นโปรแกรมเสริม
ท่าทีของสการามุชชีไม่ได้ปฏิเสธว่าตลาดเข้าสู่ภาวะหมี แต่เป็นการชี้ว่าลักษณะของตลาดหมีครั้งนี้เปลี่ยนไปจากเดิม ขณะที่เงินทุนที่ไหลออกจาก ETF และสภาพคล่องที่ย้ายไปยังกลุ่ม AI ยังคงเป็นแรงกดดันต่อตลาด ทำให้ทิศทางราคาบิตคอยน์ในระยะถัดไปยังต้องติดตามทั้งความเคลื่อนไหวของราคาและกระแสเงินทุนไปพร้อมกัน
ความคิดเห็น 0