คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และการลงทุนออสเตรเลีย (Australian Securities and Investments Commission: ASIC) บล็อกคดีสแกมการลงทุนคริปโต 3,106 คดี จากคดีสแกมออนไลน์ทั้งหมดกว่า 19,400 คดีในปีงบประมาณที่ผ่านมา โดยมิจฉาชีพผสมผสานเทคนิค ‘ดีปเฟก’ ด้วย AI เว็บข่าวปลอม รีวิวปลอม และแพลตฟอร์มลงทุนปลอม เข้าด้วยกันเพื่อล่าเงินออมของประชาชน
ASIC ระบุว่า จำนวนคดีสแกมออนไลน์ที่ดำเนินการเพิ่มขึ้นถึง 182% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยลิงก์สแกมแบบฟิชชิงพบ 5,476 คดี เพิ่มขึ้นราว 4 เท่า แพลตฟอร์มลงทุนปลอมพบ 7,051 คดี เพิ่มขึ้นราว 2.5 เท่า ส่วนคดีสแกมคริปโตที่ถูกบล็อกอยู่ที่ 3,106 คดี เพิ่มขึ้นราว 30%
เดอะการ์เดียน (The Guardian) รายงานว่า แอนโทนี แอลบานีส (Anthony Albanese) นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เป็นบุคคลสาธารณะที่ถูกนำไปใช้ในสแกมลงทุนแบบดีปเฟกบ่อยที่สุด จากรายงานที่แจ้งเข้าศูนย์ต่อต้านการหลอกลวงแห่งชาติผ่านระบบสแกมวอทช์ (Scamwatch) พบว่าการแอบอ้างบุคคลสาธารณะ 10 อันดับแรกสร้างความเสียหายรวม 7.4 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย
รูปแบบการหลอกลวงไม่ได้จำกัดแค่การตั้งเว็บไซต์ปลอมเพียงแห่งเดียว แต่ผสมทั้งวิดีโอจริงที่ใส่เสียงปลอมด้วยเทคนิคดีปเฟก ข้อความที่ดูเหมือนได้รับการรับรองจากรัฐบาล โฆษณาที่เลียนแบบคำแนะนำของคนดัง รวมถึงรีวิวปลอมและเว็บข่าวปลอมที่ใช้ร่วมกัน
เหยื่อมักถูกชักชวนให้ย้ายไปคุยผ่านแอปแชทหรือเข้าเว็บไซต์ ก่อนจะเห็นหน้าจอแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตปลอมที่แสดงผลกำไรราวกับเป็นเรื่องจริง เมื่อพยายามถอนเงินก็จะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม ทั้งที่ ASIC ระบุว่าไม่มีการซื้อขายจริงเกิดขึ้น และเงินที่ฝากเข้าไปจะถูกโอนตรงไปยังมิจฉาชีพทันที
ซาราห์ คอร์ต (Sarah Court) ประธาน ASIC กล่าวว่า “เนื้อหาที่ประณีต แบรนด์ที่คุ้นเคย และรีวิวที่ดูน่าเชื่อถือ ไม่ได้แปลว่าโอกาสการลงทุนนั้นถูกกฎหมาย” ความเห็นนี้สะท้อนว่า เมื่อ AI ทำให้สแกมการลงทุนดูสมจริงและแยกแยะได้ยากขึ้น การค้นหาข้อมูลทางออนไลน์เพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอที่จะตรวจสอบความน่าเชื่อถือ
คำเตือนครั้งนี้สอดคล้องกับแนวทางการปราบปรามที่ ASIC ดำเนินมาตลอดทั้งปี โดยเมื่อวันที่ 8 เมษายน ASIC ออกคำเตือนเรื่องโฆษณาสแกมการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วย AI และเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ก็เปิดเผยกลโกงที่ล่อลวงนักลงทุนเข้าสู่แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตปลอม
ASIC ระบุเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนว่า จะรวบรวมที่อยู่เว็บไซต์ของผู้ถือใบอนุญาตให้บริการทางการเงินไว้ในระบบค้นหาทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพ (Professional Registers Search หรือ PRS) เพื่อให้แยกแยะเว็บไซต์จริงกับเว็บไซต์ปลอมได้ง่ายขึ้น มาตรการนี้มีขึ้นหลังพบกรณีการแอบอ้างเลขใบอนุญาตและชื่อบริษัทจริงเพิ่มมากขึ้น
PRS เป็นระบบตรวจสอบข้อมูลการขึ้นทะเบียนของผู้ถือใบอนุญาตให้บริการทางการเงินในออสเตรเลีย ASIC อธิบายว่านักลงทุนไม่ควรตรวจสอบแค่ชื่อบริษัทและเลขใบอนุญาตเท่านั้น แต่ต้องเทียบที่อยู่เว็บไซต์ทางการด้วย จึงจะกรองเว็บไซต์แอบอ้างออกได้
รายงานปี 2025 ของศูนย์ต่อต้านการหลอกลวงแห่งชาติออสเตรเลียระบุว่า ความเสียหายรวมจากสแกมของชาวออสเตรเลียอยู่ที่ 2,180 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ในจำนวนนี้เป็นความเสียหายจากสแกมการลงทุนถึง 837.7 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย
ASIC ระบุว่าในไตรมาสแรกของปี 2026 มีรายงานที่แจ้งเข้าระบบสแกมวอทช์และรีพอร์ตไซเบอร์ (ReportCyber) รวม 60,657 คดี มูลค่าความเสียหายที่รายงาน 248.3 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย สะท้อนว่าสแกมการลงทุนยังคงเป็นสัดส่วนใหญ่ของความเสียหายจากสแกมโดยรวม
สำหรับผู้อ่านในไทยก็เช่นกัน ประเด็นสำคัญอยู่ที่รูปแบบการแอบอ้าง เช่นเดียวกับกรณีในยุโรปที่เคยมีสแกมที่แอบอ้างการเปลี่ยนผ่านสู่กฎ MiCA เว็บไซต์ปลอมที่อ้างขั้นตอนการเปลี่ยนกฎเกณฑ์หรือการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ นักลงทุนจะกรองออกได้ก็ต่อเมื่อตรวจสอบทะเบียนต้นฉบับด้วยตัวเองเท่านั้น
ASIC ระบุว่ากรณีการปลอมแปลงเลขใบอนุญาตให้บริการทางการเงินและชื่อบริษัทมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จึงแนะนำให้ตรวจสอบทั้ง PRS และรายชื่อคำเตือนนักลงทุนควบคู่กัน ส่วนบริการที่เกี่ยวข้องกับคริปโตควรตรวจสอบการขึ้นทะเบียนกับ AUSTRAC ด้วย
ผลกระทบของเรื่องนี้ต่อราคาสินทรัพย์คริปโตในประเทศยังต้องติดตามเพิ่มเติม แต่จากตัวเลขที่ยืนยันได้ ประเด็นสำคัญของคำเตือนจาก ASIC คือ โฆษณาสแกมที่ขับเคลื่อนด้วย AI การแอบอ้างคนดัง และแพลตฟอร์มคริปโตปลอม ไม่ใช่เหตุการณ์แยกกัน แต่ทำงานร่วมกันเป็นโครงสร้างเดียวที่ดึงเหยื่อเข้าสู่วงจรหลอกลวง
แหล่งข้อมูลที่ใช้ตรวจสอบ: The Guardian, ASIC (ประกาศเดือนเมษายน), ASIC (คำเตือนแพลตฟอร์มคริปโตปลอม), ASIC (ประกาศ PRS), รายงาน Scamwatch ปี 2025
ความคิดเห็น 0