กระเป๋าเงินดิจิทัลใบหนึ่งซื้อโทเคนนิวไหล(Niu Lai) มูลค่า 148 ดอลลาร์ แล้วรีบขายออกภายในวันเดียว ทำกำไรได้ 1,430 ดอลลาร์ แต่หากถือครองต่อไป มูลค่าของโทเคนจำนวนเท่ากันนี้กลับพุ่งขึ้นไปแตะ 1.3 ล้านดอลลาร์ในเวลาต่อมา นับเป็นอีกกรณีที่แสดงให้เห็นว่ากระแสมีมจากภาพยนตร์แอนิเมชันจีนเรื่อง “นิวไหล” ที่โด่งดังบนโลกออนไลน์ ได้ลุกลามไปถึงการซื้อขายมีมคอยน์ชื่อเดียวกันด้วย
ลุคออนเชน(Lookonchain) บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบนเชน เปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 18 ว่า กระเป๋าเงินใบหนึ่งซื้อนิวไหลจำนวน 37.96 ล้านโทเคนด้วยเงิน 148 ดอลลาร์ และมูลค่าของโทเคนจำนวนดังกล่าวเพิ่มขึ้นไปถึง 1.3 ล้านดอลลาร์ ลุคออนเชนระบุว่ากระเป๋าเงินนี้ขายโทเคนออกไปตั้งแต่เนิ่นๆ จนทำกำไรจริงได้ 1,430 ดอลลาร์
ฟินโบลด์(Finbold) รายงานว่า กระเป๋าเงินดังกล่าวซื้อนิวไหลเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม แล้วเทขายโทเคนออกภายในวันเดียวถึง 23 ครั้ง จนได้เงินคืนมาประมาณ 1,600 ดอลลาร์ โดยขณะซื้อนั้นมูลค่าตลาดรวมของนิวไหลอยู่ที่ราว 3,890 ดอลลาร์ ขณะที่ฐานมูลค่าเฉลี่ยตอนขายอยู่ที่ประมาณ 42,160 ดอลลาร์
หลังจากนั้นมูลค่าตลาดรวมของนิวไหลพุ่งทะลุ 48 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 17 ก่อนจะร่วงลงมาอยู่ที่ราว 35 ล้านดอลลาร์ ณ ช่วงที่มีการรายงานข่าว ความแตกต่างระหว่างเงินที่กระเป๋าเงินใบนี้ทำกำไรได้จริง กับมูลค่าที่ควรจะได้หากถือครองต่อ จึงห่างกันอย่างมาก
จากการตรวจสอบหน้าเว็บของคอยน์มาร์เก็ตแคป(CoinMarketCap) เมื่อวันที่ 19 (เวลาเกาหลีใต้) ราคานิวไหลอยู่ที่ 0.040456 ดอลลาร์ มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 40.46 ล้านดอลลาร์ และปริมาณการซื้อขายในรอบ 24 ชั่วโมงอยู่ที่ประมาณ 56.15 ล้านดอลลาร์ ทั้งปริมาณหมุนเวียนและปริมาณอุปทานสูงสุดอยู่ที่ 1,000 ล้านโทเคนเท่ากัน โดยโทเคนนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มแท็กมีม, Binance Alpha และระบบนิเวศ BNB Chain
เบื้องหลังที่ทำให้ธุรกรรมนี้ได้รับความสนใจ มาจากกระแสพลิกกลับของภาพยนตร์แอนิเมชันจีนเรื่อง “นิวไหล” เดอะการ์เดียน(The Guardian) รายงานว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม และทำรายได้เพียง 7,700 หยวนในช่วง 10 วันแรก ก่อนที่กระแสวิจารณ์เรื่องคุณภาพงานสร้างที่หยาบจะแพร่กระจายในโลกออนไลน์ กลับกลายเป็นตัวดึงคนเข้าโรงภาพยนตร์แทน
ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามรายได้ภาพยนตร์เหมาเยี่ยน(Maoyan) ระบุว่า รายได้รวมของภาพยนตร์เรื่องนี้ทะลุ 14.9 ล้านหยวนไปแล้ว กระแสวิจารณ์เรื่องคุณภาพของหนังเองที่กลายเป็นมีม และมีมนี้ก็กลายเป็นวัตถุดิบสำหรับการซื้อขายโทเคนต่ออีกทอดหนึ่ง
มีมคอยน์คือสินทรัพย์ที่ใช้กระแสวัฒนธรรมหรือเทรนด์ออนไลน์เฉพาะกลุ่มเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดราคา มากกว่าปัจจัยประเมินมูลค่าแบบดั้งเดิม เช่น การพัฒนาเทคโนโลยี กระแสเงินสด หรือกำหนดการเปิดเผยข้อมูล จึงมีความอ่อนไหวต่อความสนใจของชุมชน การถูกนำไปลิสต์ในกระดานเทรด และการเปลี่ยนแปลงของสภาพคล่องมากกว่า
ด้วยโครงสร้างเช่นนี้ โทเคนชื่อเดียวกันอาจปรากฏอยู่บนหลายเชนและหลายกระดานเทรดพร้อมกันได้ การดูแค่ชื่อจึงไม่เพียงพอต่อการระบุตัวสินทรัพย์ ผู้ซื้อขายจำเป็นต้องตรวจสอบที่อยู่สัญญา(contract address) สภาพคล่อง และการกระจายตัวของผู้ถือครองประกอบกันด้วย
TokenPost เคยรายงานกรณีที่การซื้อด้วยเงิน 148 ดอลลาร์ อาจกลายเป็นมูลค่าประเมินสูงถึง 1.3 ล้านดอลลาร์ได้อย่างไรมาแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งครั้งนั้นก็ชี้ให้เห็นประเด็นเดียวกันคือ โครงสร้างตลาดที่ตัดสินสินทรัพย์จากชื่อเพียงอย่างเดียวทำได้ยาก และช่วงเวลาที่ถอนตัวออกจากการลงทุนมีผลต่อผลตอบแทนที่แตกต่างกันมาก
กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ผลตอบแทนของผู้ซื้อรายแรก แต่คือความแตกต่างระหว่าง “จังหวะถอนตัว” กับ “มูลค่าประเมิน” กระเป๋าเงินใบนี้ทำกำไรได้จริงก็จริง แต่มูลค่าที่เพิ่มขึ้นภายหลังไม่ใช่กำไรที่เกิดขึ้นจริงแต่อย่างใด
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ มีมที่เริ่มต้นจากคอนเทนต์ภายในประเทศจีน ได้ลุกลามไปสู่การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลข้ามพรมแดน อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของการซื้อขายนิวไหลต่อมีมคอยน์สกุลอื่นหรือต่อตลาดในประเทศไทยยังต้องติดตามข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: Watcher.Guru, Finbold, CoinMarketCap, The Guardian
ความคิดเห็น 0