กระแสต่อต้านศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในสหรัฐฯ ลุกลามจากปัญหาระดับชุมชนไปสู่ประเด็นการเลือกตั้ง หลังชาวอเมริกันจำนวนมากไม่พอใจเรื่องค่าไฟ การใช้น้ำ เสียงรบกวน และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มอบให้ผู้พัฒนาศูนย์ข้อมูล จนพรรครีพับลิกันซึ่งปกติสนับสนุนภาคธุรกิจเริ่มหวั่นเกรงแรงกดดันทางการเมือง
กัลลัพ (Gallup) เปิดเผยผลสำรวจที่จัดทำระหว่างวันที่ 2-18 มีนาคมว่า ชาวอเมริกัน 70% ไม่เห็นด้วยกับการสร้างศูนย์ข้อมูล AI ในพื้นที่ที่ตนอาศัยอยู่ โดย 48% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า 'ไม่เห็นด้วยอย่างมาก' และในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันเองก็มีถึง 39% ที่คัดค้านอย่างหนักเช่นกัน
เหตุผลหลักของการคัดค้านโยงกับการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ตอบแบบสอบถามที่ไม่เห็นด้วยในผลสำรวจของกัลลัพระบุว่า การใช้น้ำและไฟฟ้าปริมาณมาก เสียงรบกวน มลพิษ การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในชุมชน และภาระค่าใช้จ่ายสาธารณะ เป็นเหตุผลสำคัญ
ผลสำรวจนี้สะท้อนว่าประเด็นที่ประชาชนกังวลไม่ใช่เทคโนโลยี AI โดยตรง แต่เป็นปัญหาโครงข่ายไฟฟ้าและค่าครองชีพในพื้นที่ที่ศูนย์ข้อมูลเข้าไปตั้งอยู่ เนื่องจากศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำปริมาณมหาศาลในการเดินเครื่องเซิร์ฟเวอร์และระบบทำความเย็น พื้นที่ที่เป็นที่ตั้งจึงต้องเผชิญประเด็นการลงทุนสายส่งไฟฟ้า การจัดสรรค่าไฟ และการขออนุญาตด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
ฝ่ายการเมืองเองก็ออกมาเตือนเช่นกัน แอกซิออส (Axios) รายงานว่า คณะกรรมการวุฒิสภาพรรครีพับลิกันแห่งชาติ (NRSC) ซึ่งเป็นองค์กรดูแลการเลือกตั้งวุฒิสภาของพรรครีพับลิกัน ระบุในบันทึกถึงบริษัท AI ว่า กระแสต่อต้านศูนย์ข้อมูลในรัฐโอไฮโอกำลังเป็นภาระต่อการรักษาที่นั่งวุฒิสภาของพรรค
บันทึกดังกล่าวเรียกร้องให้บริษัท AI ต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า 'ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ และใครเป็นผู้แบกรับต้นทุน' สะท้อนว่าการอธิบายศูนย์ข้อมูลเพียงในฐานะสัญลักษณ์ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่เพียงพอที่จะคลายความกังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่ายของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่
รัฐบาลระดับมลรัฐก็เริ่มขยับไปในทิศทางการกำกับดูแลเช่นกัน รัฐเพนซิลเวเนียเปิดเผยเกณฑ์ 'GRID' เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม กำหนดว่าผู้พัฒนาศูนย์ข้อมูลที่ต้องการรับการสนับสนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากรัฐ ต้องป้องกันไม่ให้ภาระค่าไฟฟ้าถูกผลักไปยังผู้ใช้ไฟรายอื่น พร้อมทั้งต้องมีความโปร่งใส เปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วม และผ่านมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม
สำนักงานผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กระบุเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมว่า ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการระงับการอนุมัติศูนย์ข้อมูลไฮเปอร์สเกลขนาดใหญ่เป็นเวลา 1 ปี โดยให้เหตุผลเพื่อปกป้องผู้จ่ายค่าไฟ สิ่งแวดล้อม และโครงข่ายไฟฟ้า สะท้อนการประเมินว่าศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่แห่งใหม่อาจเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้าและภาระการลงทุนสายส่งไฟฟ้า
ศูนย์ข้อมูลไฮเปอร์สเกล (Hyperscale Data Center) หมายถึงศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่พิเศษที่มีเซิร์ฟเวอร์ ระบบไฟฟ้า และระบบทำความเย็นจำนวนมาก เพื่อรองรับบริการคลาวด์และ AI ขนาดใหญ่ ยิ่งความต้องการฝึกฝนและประมวลผลโมเดล AI เพิ่มขึ้นเท่าใด การใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลประเภทนี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และประเด็นว่าใครควรแบกรับต้นทุนที่โครงข่ายไฟฟ้าในพื้นที่ต้องรองรับ ก็กลายเป็นข้อถกเถียงสำคัญ
ฝ่ายอุตสาหกรรมออกมาโต้แย้งเช่นกัน กลุ่มพันธมิตรศูนย์ข้อมูล (Data Center Coalition) เปิดเผยเอกสารเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า ภายใต้โครงสร้างค่าไฟฟ้าในปัจจุบัน ไม่มีหลักฐานเชิงประวัติศาสตร์ที่ยืนยันว่าศูนย์ข้อมูลเป็นสาเหตุที่ทำให้ค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ที่พักอาศัยปรับตัวสูงขึ้น พร้อมย้ำว่าศูนย์ข้อมูลสร้างรายได้ภาษีและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่
ในทางกลับกัน ประชาชนและนักการเมืองท้องถิ่นยังคงตั้งคำถามต่อการจัดสรรสิทธิประโยชน์ทางภาษีและภาระค่าใช้จ่ายของโครงข่ายไฟฟ้า แม้จะมีความคาดหวังว่าการดึงดูดศูนย์ข้อมูลเข้ามาในพื้นที่จะช่วยสร้างงานและเพิ่มรายได้ภาษี แต่เสียงคัดค้านที่ว่าภาระการเสริมโครงข่ายไฟฟ้าและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอาจตกไปอยู่กับประชาชนในพื้นที่ ก็ดังขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
เอพี (AP) รายงานว่า กระแสต่อต้านศูนย์ข้อมูลได้ลุกลามกลายเป็นประเด็นการเลือกตั้งและนโยบายในหลายรัฐ ทั้งเพนซิลเวเนีย เท็กซัส แอริโซนา นิวยอร์ก และอิลลินอยส์ แม้แต่โจช ชาปิโร(Josh Shapiro) ผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนีย และเกร็ก แอบบอตต์(Greg Abbott) ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส ซึ่งเดิมมีท่าทีสนับสนุนการดึงดูดศูนย์ข้อมูลเข้ามาในรัฐ ก็ปรับท่าทีมาเข้มงวดมากขึ้นในประเด็นค่าไฟ การอนุญาต และสิทธิประโยชน์ทางภาษี
สำหรับผู้ติดตามข่าวสาย AI ทั่วโลก ข้อถกเถียงนี้สะท้อนปัญหาต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยตรง เอ็นวิเดีย(NVDA) ไมโครซอฟท์(MSFT) และอเมซอน(AMZN) ซึ่งเป็นบริษัทในห่วงโซ่อุปทาน AI ต้องรับมือกับเงื่อนไขที่มาพร้อมกับความต้องการประมวลผลที่เพิ่มขึ้น ทั้งการจัดหาไฟฟ้า การขออนุญาตในพื้นที่ และการยอมรับของประชาชนท้องถิ่นไปพร้อมกัน
ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานเกี่ยวกับกระแสต่อต้านในพื้นที่ที่ทำให้การก่อสร้างศูนย์ข้อมูล AI สะดุด และความเคลื่อนไหวของบางมลรัฐในสหรัฐฯ ที่ลดสิทธิประโยชน์และเพิ่มภาระต้นทุนให้กับศูนย์ข้อมูล ข้อถกเถียงครั้งนี้ตอกย้ำว่าการขยายตัวของการลงทุน AI ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยความต้องการชิปและคลาวด์เพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกจำกัดด้วยข้อจำกัดของโครงข่ายไฟฟ้าและการเมืองท้องถิ่นไปพร้อมกัน
ศูนย์ข้อมูล AI เผชิญความขัดแย้งด้านการใช้ไฟฟ้าในระดับพื้นที่ไม่ต่างจากการขุดบิตคอยน์(BTC) อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีตัวเลขที่ยืนยันได้ว่าประเด็นนี้จะส่งผลต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัลหรือหุ้นรายตัวใดโดยตรง
แหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบแล้ว: ผลสำรวจของกัลลัพ (Gallup), รายงานบันทึกของ NRSC โดยแอกซิออส (Axios), รายงานของเอพี (AP) เกี่ยวกับมลรัฐและการเลือกตั้ง, ประกาศของสำนักงานผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก และเอกสารของกลุ่มพันธมิตรศูนย์ข้อมูล (Data Center Coalition)
ความคิดเห็น 0