Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

คูโอโมแห่ง OKX จี้วุฒิสภาสหรัฐฯ เร่งโหวตกฎหมาย CLARITY Act ที่ค้างมานานหลายเดือน

กฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐฯ อย่าง CLARITY Act (H.R.3633) ผ่านทั้งการโหวตในสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเห็นชอบ 294 เสียง ต่อไม่เห็นชอบ 134 เสียง และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาไปแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เข้าสู่การลงมติขั้นสุดท้ายในที่ประชุมใหญ่ของวุฒิสภา โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 19 ตามเวลาเกาหลีใต้ ระบุว่ากระบวนการในวุฒิสภายังอยู่เพียงขั้น 'เสนอญัตติเปิดอภิปราย' และขั้นตอน 'ปิดอภิปราย' (cloture) เท่านั้น

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมาย H.R.3633 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2025 ก่อนส่งต่อให้คณะกรรมาธิการการธนาคาร ที่อยู่อาศัย และกิจการเมืองประจำวุฒิสภา (Senate Committee on Banking, Housing, and Urban Affairs) พิจารณาต่อเมื่อวันที่ 18 กันยายนปีเดียวกัน ต่อมาคณะกรรมาธิการชุดนี้ลงมติผ่านร่างกฎหมายด้วยคะแนน 15 ต่อ 9 เสียง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2026 แต่ผลการลงมติในที่ประชุมใหญ่ยังไม่ปรากฏในบันทึกทางการของวุฒิสภา

บันทึกทางการของวุฒิสภาระบุว่า เมื่อวันที่ 8 ที่ผ่านมา มีการเสนอญัตติเปิดอภิปรายและขั้นตอนปิดอภิปรายสำหรับกฎหมาย CLARITY Act หลังจากนั้นวุฒิสภาเข้าสู่ช่วงปิดสมัยประชุมเดือนสิงหาคม ทำให้การพิจารณากฎหมายฉบับนี้ต้องรอจัดคิวเข้าสู่วาระที่ประชุมใหญ่และผ่านการลงมติตามขั้นตอนอีกครั้งหลังเปิดสมัยประชุม

แอนดรูว์ คูโอโม(Andrew Cuomo) กรรมการบริษัท OKX ให้สัมภาษณ์กับ Fox Business ว่า “รัฐบาลต้องตอบสนองให้ทันเวลา เพราะสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นอยู่แล้ว” คำพูดนี้สะท้อนแนวคิดที่ว่าระบบชำระเงินและโอนเงินบนบล็อกเชนสามารถลดต้นทุนตัวกลางแบบธนาคารดั้งเดิมลงได้

OKX เปิดเผยเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมว่าคูโอโมเข้าร่วมเป็นกรรมการบริษัท ทำให้คำพูดของเขาถูกมองว่าเป็นทั้งการเรียกร้องให้เร่งออกกฎหมาย และจุดยืนสาธารณะของบุคคลที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง

ใจความสำคัญของกฎหมาย CLARITY Act อยู่ที่การแบ่ง 'อำนาจกำกับดูแล' สินทรัพย์ดิจิทัล โดยหน่วยงานวิจัยของรัฐสภาสหรัฐฯ (Congressional Research Service, CRS) อธิบายว่ากฎหมายฉบับนี้กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) เป็นหน่วยงานกำกับดูแลหลักสำหรับ 'สินค้าดิจิทัล' และตัวกลางที่เกี่ยวข้อง ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ยังคงมีอำนาจบางส่วนเหลืออยู่

กฎหมายยังกำหนดเกณฑ์ 'บล็อกเชนที่เติบโตเต็มที่' (mature blockchain) โดยแยกประเภทบล็อกเชนที่ผ่านเงื่อนไขที่กำหนดไว้ออกมาต่างหาก พร้อมวางข้อยกเว้นการจดทะเบียนแบบจำกัด และข้อยกเว้นสำหรับกิจกรรมตรวจสอบความถูกต้องบางประเภทในพื้นที่การเงินไร้ตัวกลาง (DeFi)

โครงสร้างเช่นนี้สอดคล้องกับสิ่งที่วงการสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐฯ เรียกร้องมาตลอด นั่นคือความชัดเจนของกฎเกณฑ์ เพราะที่ผ่านมามีความขัดแย้งในการตีความซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าโทเคนแต่ละตัวควรถูกจัดเป็นหลักทรัพย์หรือสินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดซื้อขายกับตัวกลางควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานใด

ฝ่ายสนับสนุนมองว่ากฎหมายฉบับนี้วางกลไกคุ้มครองผู้บริโภค สนับสนุนนวัตกรรม และสกัดกั้นพฤติกรรมผิดกฎหมายไปพร้อมกัน โดยฝ่ายรีพับลิกันในคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาระบุในช่วงที่ร่างกฎหมายผ่านคณะกรรมาธิการว่า กฎหมายฉบับนี้ให้กฎเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล

ฝ่ายคัดค้านหยิบยกประเด็นเรื่องข้อกำหนดด้านจริยธรรมและอำนาจบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่เพียงพอ เอลิซาเบธ วอร์เรน(Elizabeth Warren) สมาชิกวุฒิสภาพรรคเดโมแครต ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายเดโมแครตประจำคณะกรรมาธิการการธนาคาร ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมระบุว่า ร่างกฎหมายฉบับล่าสุดยังสกัดกั้นผลประโยชน์ด้านสินทรัพย์ดิจิทัลของประธานาธิบดีทรัมป์และครอบครัวได้ไม่เพียงพอ

ฝ่ายธนาคารก็แสดงความกังวลแยกออกมาเช่นกัน กลุ่มธนาคารอย่างสมาคมธนาคารอเมริกัน (American Bankers Association, ABA) ระบุเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมว่า ร่างกฎหมายฉบับล่าสุดยังไม่ปิดช่องทางที่สเตเบิลคอยน์จะให้ผลตอบแทนหรือผลกำไรแบบอ้อม ซึ่งอาจกระทบเงินฝากที่เป็นแหล่งเงินทุนปล่อยกู้ในระดับท้องถิ่น

ด้านตลาดคาดการณ์ล่วงหน้ายังคงระมัดระวัง ตลาด 'Clarity Act (H.R.3633) signed into law in 2026?' บนแพลตฟอร์มโพลีมาร์เก็ต(Polymarket) แสดงราคาฝั่ง 'ใช่' อยู่ที่ 17% ณ วันที่ 19 ตามเวลาเกาหลีใต้ ตัวเลขนี้ไม่ใช่การคาดการณ์อย่างเป็นทางการว่ากฎหมายจะผ่านหรือไม่ แต่เป็นสัญญาณราคาที่สะท้อนการซื้อขายของผู้เข้าร่วมตลาดเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่า หลังผ่านคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาแล้วแต่ยังไม่มีการกำหนดวันลงมติในที่ประชุมใหญ่ ทำให้ตารางเวลาด้านนิติบัญญัติกลายเป็นตัวแปรสำคัญ และในรายงานล่าสุดยังชี้ว่า กระบวนการทางนิติบัญญัติของวุฒิสภาและกฎเกณฑ์รายละเอียดของ SEC กับ CFTC กำลังเคลื่อนไปพร้อมกัน

สำหรับนักลงทุนไทย กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นตัวชี้วัดทิศทางกฎเกณฑ์ของตลาดซื้อขาย ผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ และการจัดประเภทโทเคนในสหรัฐฯ แต่ไม่ใช่หลักฐานที่จะนำไปสรุปทิศทางราคาของสินทรัพย์ดิจิทัลหลักอย่างบิตคอยน์(BTC) หรืออีเธอเรียม(ETH) ได้อย่างชัดเจน

ขั้นตอนที่ยืนยันได้ในขณะนี้มีเพียงการเสนอญัตติเปิดอภิปรายและขั้นตอนปิดอภิปรายในวุฒิสภาเท่านั้น ส่วนกำหนดการลงมติขั้นสุดท้ายจะต้องรอการจัดสรรวาระที่ประชุมใหญ่ของวุฒิสภา และการรวบรวมเสียงสนับสนุนให้ครบ 60 เสียงอีกครั้ง

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1