เนบิอุส กรุ๊ป(Nebius Group, NBIS) ปิดดีลออก 'หุ้นกู้แปลงสภาพ' ระดมทุนรวม 4,337.5 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6,124,600 ล้านวอน) เพื่อขยายเงินทุนสำหรับสร้างศูนย์ข้อมูลและจัดหาชิป GPU หลังเพิ่งเซ็นสัญญาระยะยาวกับเมตา(Meta) และรับเงินลงทุนจากเอ็นวิเดีย(NVDA)
เนบิอุส ระบุในเอกสารที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) เมื่อวันที่ 20 มีนาคม (เวลาท้องถิ่น) ว่าบริษัทปิดการออกหุ้นกู้แปลงสภาพ 2 ชุด ได้แก่ ชุดอัตราดอกเบี้ย 1.250% ครบกำหนดปี 2031 และชุดอัตราดอกเบี้ย 2.625% ครบกำหนดปี 2033 หลังใช้สิทธิซื้อเพิ่มเติมของชุดปี 2031 มูลค่า 337.5 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 476,600 ล้านวอน) ครบเต็มจำนวน ทำให้ยอดออกหุ้นกู้รวมทั้งหมดขยับขึ้นเป็น 4,337.5 ล้านดอลลาร์
ดีลนี้เริ่มต้นจากตัวเลข 3,750 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5,295,000 ล้านวอน) ที่เสนอครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ก่อนจะปรับขึ้นเป็น 4,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5,648,000 ล้านวอน) ในขั้นตอนกำหนดราคาวันเดียวกัน และปิดดีลจริงในวันที่ 20 มีนาคม หลังนับรวมส่วนที่ใช้สิทธิซื้อเพิ่มเติม
เงินที่ระดมได้จะนำไปใช้สร้างและขยายศูนย์ข้อมูล พัฒนาระบบ AI คลาวด์แบบครบวงจร ขยายจุดตั้งศูนย์ข้อมูล จัดหาชิ้นส่วนหลักอย่าง GPU และใช้เป็นทุนหมุนเวียนทั่วไปของบริษัท โดยประเมินว่าเงินระดมทุนสุทธิหลังหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 3,960 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5,591,500 ล้านวอน)
หุ้นกู้แปลงสภาพ คือพันธบัตรที่สามารถแปลงเป็นหุ้นสามัญได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้บริษัทระดมเงินก้อนใหญ่ได้โดยแบกภาระดอกเบี้ยเงินสดต่ำกว่าหุ้นกู้ทั่วไป แต่หากมีการแปลงสภาพเกิดขึ้นจริง ก็มีโอกาสที่สัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมจะถูก 'เจือจาง'
ดีลครั้งนี้ถือเป็นเพียงหนึ่งขั้นตอนของการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI มากกว่าจะเป็นการระดมทุนเดี่ยวๆ รอยเตอร์(Reuters) รายงานว่าการระดมทุนผ่านหุ้นกู้แปลงสภาพของเนบิอุสเกิดขึ้นหลังบริษัทเซ็นสัญญาจัดหากำลังประมวลผล AI ให้เมตามูลค่าสูงสุด 27,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 38,124,000 ล้านวอน) และหลังเอ็นวิเดียประกาศลงทุน 2,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2,824,000 ล้านวอน) ในบริษัท
ภาพรวมที่ออกมาสะท้อนว่าเนบิอุสเลือกล็อกดีมานด์ระยะยาวไว้ก่อน แล้วค่อยระดมทุนสำหรับลงทุนศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน GPU ตามมา เพราะธุรกิจ AI คลาวด์เป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงตั้งแต่ต้น แม้สัญญาลูกค้าจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องลงทุนเซิร์ฟเวอร์ ไฟฟ้า ที่ดิน และระบบเครือข่ายไปก่อนล่วงหน้า
ผลประกอบการของบริษัทก็สนับสนุนทิศทางการขยายตัวนี้เช่นกัน เนบิอุสเปิดเผยเมื่อวันที่ 12 สิงหาคมว่ารายได้ไตรมาส 2 ปี 2026 อยู่ที่ 582.3 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 822,200 ล้านวอน) ส่วน EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 236.2 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 333,500 ล้านวอน)
ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน ระบุว่ารายได้ครึ่งปีแรกอยู่ที่ 981.3 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,385,600 ล้านวอน) ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่า หุ้นเนบิอุสพุ่งขึ้น 14% ในช่วงต้นตลาดหลังบริษัทประกาศรายได้ไตรมาสแรกที่เติบโตก้าวกระโดดพร้อมแผนขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI
โครงสร้างการระดมทุนครั้งนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยงเช่นกัน RTT News รายงานว่าราคาหุ้นเนบิอุสร่วงลงถึง 11.64% ระหว่างวันซื้อขาย หลังบริษัทประกาศแผนออกหุ้นกู้แปลงสภาพพร้อมโครงการริเริ่มด้าน AI ใหม่
ปฏิกิริยาของตลาดจึงถูกตีความว่าเป็นผลรวมระหว่างความมั่นใจต่อเงินทุนสำหรับการเติบโตกับความกังวลเรื่องการเจือจางหุ้น เพราะแม้หุ้นกู้แปลงสภาพจะเป็นแหล่งทุนสำหรับขยายศูนย์ข้อมูล แต่เงื่อนไขการแปลงสภาพก็อาจทำให้จำนวนหุ้นที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน
ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม เนบิอุสยังได้วงเงินกู้มีหลักประกันอันดับแรกก้อนแรกมูลค่าประมาณ 775 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,094,300 ล้านวอน) โดยใช้โครงสร้างพื้นฐาน GPU และกระแสเงินสดจากลูกค้าค้ำประกัน มีกำหนดครบกำหนดวันที่ 31 ตุลาคม 2030 อัตราดอกเบี้ย SOFR+2.50%
เมื่อรวมทั้งหุ้นกู้แปลงสภาพและวงเงินกู้มีหลักประกันเข้าด้วยกัน จะเห็นว่าการขยายธุรกิจ AI คลาวด์ของเนบิอุสเดินหน้าไปพร้อมกับสัญญาระยะยาว เงินทุนจากภายนอก และการลงทุนด้านอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบ สัญญาดีมานด์สร้างความชอบธรรมให้กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนเงินที่ระดมได้ก็กลายเป็นเงื่อนไขให้ขยายกำลังการผลิตต่อไปอีกทอดหนึ่ง
สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI กรณีของเนบิอุสสะท้อนว่าการดูศักยภาพการเติบโตของบริษัทประเภทนี้ ต้องดูทั้งอัตราการเติบโตของรายได้และวิธีการระดมทุนควบคู่กันไป เพราะการลงทุนศูนย์ข้อมูล AI ต้องอาศัยทั้งการจัดหา GPU สัญญาซื้อไฟฟ้า และการพัฒนาที่ดินไปพร้อมกัน การดูแค่ตัวเลขการเติบโตด้านรายได้อย่างเดียวจึงไม่พอสำหรับประเมินภาระทางการเงิน
แผนการใช้เงินที่เนบิอุสระบุในเอกสารเน้นไปที่การจัดหาศูนย์ข้อมูลและ GPU เป็นหลัก ส่วนคำถามที่ว่าการขยายกำลังการผลิตจะเป็นไปตามกำหนดเวลาหรือไม่ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่นี้จะแปลงเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามผ่านการปฏิบัติตามสัญญาและอัตราการใช้งานศูนย์ข้อมูลในระยะต่อไป
ความคิดเห็น 0