ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสิงคโปร์ในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 2.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี แต่ยังต่ำกว่าตัวเลขที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 2.3%
สำนักข่าว CNBC รายงานว่าดัชนี CPI ของสิงคโปร์เร่งตัวขึ้นจากระดับ 1.9% ในเดือนมิถุนายน มาอยู่ที่ 2.2% ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยของนักเศรษฐศาสตร์ที่สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) รวบรวมไว้อยู่ที่ 2.3%
เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ดัชนีราคาผู้บริโภคของสิงคโปร์ปรับ 'ลดลง' 0.2% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งไม่นับรวมค่าขนส่งส่วนบุคคลและค่าที่อยู่อาศัย เพิ่มขึ้น 2.0% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 2.2% เช่นกัน
ปัจจัยหลักที่ดันเงินเฟ้อครั้งนี้คือ 'ราคาพลังงาน' นักวิเคราะห์มองว่าสงครามในอิหร่านทำให้ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้แรงกดดันด้านค่าไฟฟ้าในสิงคโปร์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สิงคโปร์เป็นนครรัฐที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและอาหารในสัดส่วนสูง ทำให้ความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลกส่งผ่านมาถึงค่าไฟฟ้า ต้นทุนขนส่ง และต้นทุนการผลิตได้ง่าย ก่อนสะท้อนกลับมาที่ราคาสินค้าผู้บริโภคในที่สุด
ธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore หรือ MAS) ตัดสินใจ 'คุมเข้ม' นโยบายการเงินในเดือนกรกฎาคม ซึ่งสวนทางกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า พร้อมเตือนว่าต้นทุนเชื้อเพลิงและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่นำเข้าอาจสร้างแรงกดดันต่อราคานำเข้าในไตรมาสข้างหน้า
นโยบายการเงินของสิงคโปร์ไม่ได้อิงกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหมือนหลายประเทศ แต่ใช้ 'อัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงตามการค้า' ของดอลลาร์สิงคโปร์เป็นเครื่องมือหลัก เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าสูง ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนกลายเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมราคานำเข้าและเงินเฟ้อภายในประเทศ
แม้ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคมจะต่ำกว่าที่ตลาดคาด แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าแรงกดดันด้านราคาหมดไปแล้ว เพราะเมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายนที่ 1.9% ตัวเลขเดือนกรกฎาคมที่ 2.2% สะท้อนว่าอัตราเงินเฟ้อขยับสูงขึ้นในช่วงเดือนเดียว
ด้านมาตรการรัฐบาลก็เดินหน้าควบคู่กันไป สิงคโปร์ออกมาตรการช่วยเหลือ 2 ชุด มูลค่ารวมราว 2,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อรับมือผลกระทบจากสงครามในอิหร่าน
มาตรการดังกล่าวประกอบด้วยการแจกเงินสด บัตรกำนัลช่วยค่าครองชีพสำหรับครัวเรือน และการคืนภาษีให้ภาคธุรกิจ โดยมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาภาระค่าพลังงานและค่าครองชีพของประชาชน
ในทางกลับกัน แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจกลับถูกปรับ 'สูงขึ้น' สิงคโปร์ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2026 จากกรอบเดิม 2.0-4.0% เป็น 4.5-5.5%
ตัวเลขชุดนี้สะท้อนว่าอัตราเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน และแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์กำลังเคลื่อนไหวไปพร้อมกัน ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงาน ความกังวลเรื่องปัญหาการขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลางที่ถูกมองว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงกับสถานการณ์เงินเฟ้อในสิงคโปร์ครั้งนี้ด้วย
โดยสรุป เงินเฟ้อเดือนกรกฎาคมของสิงคโปร์ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แต่ยังเร่งตัวขึ้นจากเดือนมิถุนายน ทำให้ทิศทางราคาพลังงานและราคานำเข้ายังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตาต่อไป
ความคิดเห็น 0