ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวปรับตัวขึ้นอีกครั้ง กลายเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นที่ถูกจับตามองมากขึ้น โดยพันธบัตรอายุ 10 ปี ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 4.7% ขณะที่พันธบัตรอายุ 30 ปี ทะลุ 5.3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบราว 20 ปี
จิม เครเมอร์(Jim Cramer) พิธีกรรายการ 'แมดมันนี่(Mad Money)' ของ CNBC กล่าวระหว่างออกอากาศเมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ว่า “ตอนนี้ที่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวกำลังปรับขึ้น เรื่องพันธบัตรเป็นประเด็นที่สำคัญมาก” โดย CNBC รายงานคำกล่าวนี้เมื่อเวลา 05.40 น. ตามเวลาประเทศไทย ของวันที่ 25 นี่คือมุมมองของเขาที่สะท้อนความกังวลต่อทิศทางตลาดในช่วงนี้
เครเมอร์เน้นว่านักลงทุนไม่ควรมองแค่ตลาดหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องติดตามทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวไปพร้อมกันด้วย เพราะเมื่อผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น เงินลงทุนก็มีแนวโน้มไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นไปสู่พันธบัตรมากขึ้น ขณะเดียวกันเกณฑ์การประเมินมูลค่าปัจจุบันของกำไรในอนาคตของบริษัทต่างๆ ก็เข้มงวดขึ้นตามไปด้วย
CNBC รายงานว่าผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ ปรับขึ้นจากระดับต่ำกว่า 4% เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ มาอยู่ที่ประมาณ 4.7% ในปัจจุบัน ส่วนพันธบัตรอายุ 30 ปี ล่าสุดทะลุ 5.3% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบราว 20 ปี
สาเหตุเบื้องหลังการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยระยะยาว มาจากความกังวลด้านเงินเฟ้อ การกู้ยืมขนาดใหญ่ของภาครัฐ และการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) นอกจากนี้ ความต้องการในการประมูลพันธบัตรอายุ 30 ปีที่อ่อนแอลงกว่าเดือนก่อนหน้า ยังทำให้แรงกดดันในพันธบัตรระยะยาวเพิ่มมากขึ้นไปอีก
แรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยเริ่มสะท้อนออกมาในตลาดหุ้นแล้ว โดย CNBC ระบุว่าดัชนีเอสแอนด์พี 500(S&P 500) ปรับตัวลดลงถึง 5 ใน 7 วันทำการล่าสุด
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันที่ 19 ว่าจะขยายวงเงินโครงการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว (buyback) เพื่อสนับสนุนสภาพคล่อง
ทันทีหลังมาตรการของกระทรวงการคลัง ผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวลดลงและราคาหุ้นดีดตัวขึ้น แต่ CNBC รายงานว่าหลังจากนั้นอัตราดอกเบี้ยกลับปรับขึ้นอีกครั้ง ทำให้ผลของมาตรการดังกล่าวอยู่ได้ไม่นาน เครเมอร์กล่าวว่า “ทางแก้ปัญหาที่แท้จริงเพียงทางเดียวคือการลดรายจ่ายหรือเพิ่มรายรับ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่กระทรวงการคลังจะทำได้เพียงลำพัง” คำกล่าวนี้สะท้อนว่าเขามองปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่ามาตรการระยะสั้น
ตัวแปรอีกอย่างที่เครเมอร์ชี้ให้เห็น คือราคาน้ำมันและการลงทุนด้าน AI โดยเขามองว่าสงครามอิหร่านทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นได้ยากขึ้น
ในขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ต่างเพิ่มการกู้ยืมเพื่อลงทุนในศูนย์ข้อมูล (data center) ทำให้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องแข่งขันกับหุ้นกู้ภาคเอกชนเพื่อดึงดูดเงินลงทุนจากนักลงทุน เครเมอร์กล่าวว่า “ยิ่งมีเงินไหลเข้าไปในหุ้นหรือพันธบัตรของกลุ่มไฮเปอร์สเกลเลอร์(Hyperscaler) มากเท่าไหร่ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลก็ยิ่งต้องปรับขึ้นเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน” เขาชี้ว่านี่คือแรงแข่งขันด้านเงินทุนที่กดดันตลาดพันธบัตรอยู่ในขณะนี้
แนวโน้มนี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังเป็นตัวแปรทางอ้อมต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยน์(BTC) ด้วย เนื่องจากในสภาวะดอกเบี้ยสูง สินทรัพย์ที่ไม่มีกระแสเงินสดหรือพึ่งพาการเติบโตในอนาคตที่ยังห่างไกล อาจเผชิญแรงกดดันด้านการประเมินมูลค่าที่มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม รายงานของ CNBC และคำกล่าวของเครเมอร์ไม่ได้เป็นการชี้ทิศทางราคาสินทรัพย์ดิจิทัลแต่อย่างใด ผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยระยะยาวต่อตลาดคริปโตยังต้องตีความภายใต้โครงสร้างที่อัตราดอกเบี้ย ค่าเงินดอลลาร์ สภาพคล่อง และความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง เคลื่อนไหวไปพร้อมกัน
คำกล่าวของเครเมอร์ยังสอดคล้องกับการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าการอ่านทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ต้องพิจารณาทั้งพันธบัตร ราคาน้ำมัน และเอ็นวิเดีย($NVDA) ไปพร้อมกัน ซึ่งครั้งนั้นเขาก็มองว่าการดูแค่ความเคลื่อนไหวของดัชนีอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะอธิบายปัจจัยกดดันตลาดได้ทั้งหมด
เครเมอร์กล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมอยากให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวลดลง แต่นั่นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสามารถควบคุมเงินเฟ้อได้ด้วยการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากมาก” พร้อมประเมินว่าความพยายามของกระทรวงการคลังกลับยิ่งทำให้นักลงทุนรู้สึกไม่มั่นใจมากขึ้น
ความคิดเห็น 0