ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกาหลีใต้เดือนสิงหาคมลดลงมาอยู่ที่ 104.5 จุด ต่ำสุดในรอบ 4 เดือน ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ก็อ่อนตัวลงเช่นกัน ท่ามกลางท่าทีของรัฐบาลเกาหลีใต้ที่ยืนยันเดินหน้านโยบายการคลังแบบขยายตัวต่อเนื่อง ประเด็นการบริหารการคลังในประเทศ ความรู้สึกด้านการบริโภคของประชาชน และปัจจัยด้านภาษีศุลกากร-มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ล้วนเป็นตัวแปรตลาดที่เกิดขึ้นพร้อมกันในวันเดียวกัน
ฮัน ซองซุก (Han Seong-suk) นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ กล่าวในการประชุมพิจารณานโยบายงบประมาณของคณะกรรมาธิการงบประมาณและการชำระบัญชีแห่งรัฐสภา เมื่อวันที่ 24 ว่า “รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัวเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ” คำกล่าวนี้สื่อถึงมุมมองของนายกรัฐมนตรีที่ว่านโยบายการคลังแบบขยายตัวเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
ปาร์ก ฮงกึน (Park Hong-geun) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุทธศาสตร์และงบประมาณ กล่าวในเวทีเดียวกันว่า รายได้ภาษีของปีหน้าอาจสูงกว่าประมาณการงบประมาณระยะกลางเดิมมากกว่า 100 ล้านล้านวอน และรายได้ภาษีส่วนเกินของปีนี้ก็อาจมากกว่า 25 ล้านล้านวอนที่บรรจุไว้ในร่างงบประมาณเพิ่มเติมฉบับปัจจุบันเช่นกัน
ธนาคารแห่งประเทศเกาหลี (Bank of Korea) เปิดเผยเมื่อวันที่ 25 ว่า ผลสำรวจแนวโน้มผู้บริโภคเดือนสิงหาคมระบุดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ 104.5 จุด ลดลง 2.3 จุดจากเดือนก่อนหน้า โดยดัชนีการประเมินภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันและดัชนีสภาพความเป็นอยู่ปรับลดลงพร้อมกัน ขณะที่อัตราคาดการณ์เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.7% เท่ากับเดือนก่อนหน้า
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเป็นตัวชี้วัดที่รวมมุมมองของครัวเรือนต่อภาวะเศรษฐกิจ สภาพความเป็นอยู่ และแนวโน้มการใช้จ่าย หากตัวเลขสูงกว่าเส้นฐาน 100 หมายถึงมองบวกกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว แต่การลดลงจากเดือนก่อนหน้าสะท้อนว่าความเร็วของการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจที่ประชาชนรู้สึกได้กำลังชะลอตัวลง
ตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ปิดทำการเมื่อวันที่ 25 ตามเวลาเกาหลีก็เคลื่อนไหวสวนทางกัน โดยเอพี (AP) รายงานว่า ดัชนีเอสแอนด์พี 500 (S&P500) ลดลง 0.3% ปิดที่ 7,652.86 จุด ขณะที่ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones) เพิ่มขึ้น 0.3% ปิดที่ 53,417.16 จุด ส่วนดัชนีแนสแด็ก (Nasdaq) ที่มีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีสูงลดลง 0.8% ปิดที่ 25,980.19 จุด
หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ที่อ่อนตัวลงเป็นตัวแปรที่มักถูกจับตาไปพร้อมกับตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่อย่างซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ และเอสเค ไฮนิกซ์ (SK hynix) ค่อนข้างสูง การปรับฐานของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์จึงอาจส่งผลต่อกระแสเงินทุนในดัชนีคอสปี้ (KOSPI) ได้เช่นกัน ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่าความอ่อนแอของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ลามไปสู่แรงขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ในเอเชีย
ปัจจัยด้านนโยบายสหรัฐฯ ก็ยังคงมีต่อเนื่อง โดยเอพีรายงานว่า ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังพิจารณาเรียกเก็บภาษีนำเข้า 7.5% โดยอ้างเหตุผลเรื่องสินค้าราคาถูกจากจีนที่ไหลเข้าสหรัฐฯ ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวยังไม่ถึงขั้นสรุปสุดท้าย แต่ถูกมองว่าเป็นไพ่กดดันก่อนการพักรบทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่มีอยู่เดิม และก่อนการพบปะระหว่างผู้นำสหรัฐฯ-จีนที่กำหนดไว้ปลายเดือนกันยายน
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันที่ 25 ตามเวลาเกาหลีว่า ได้เริ่มปฏิบัติการ ‘Operation Economic Outcast’ ที่มุ่งเป้าไปที่อิหร่าน โดยสก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า “เรากำลังเริ่มปฏิบัติการทางเศรษฐกิจที่มุ่งเป้าไปที่เครือข่ายการเงินทั่วโลกของอิหร่าน” คำกล่าวนี้สะท้อนว่าสหรัฐฯ ต้องการตัดช่องทางการเงินระหว่างประเทศของอิหร่านอย่างเป็นระบบมากขึ้น
ผลกระทบจากการขยายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านต่อราคาพลังงาน ทิศทางเงินดอลลาร์ และความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง ยังต้องรอการยืนยันปฏิกิริยาตลาดเพิ่มเติม ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่าค่าเงินเรียลอิหร่านร่วงลงเกือบ 10% ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของค่าเงินอิหร่านยังคงเป็นตัวแปรที่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและสินค้าโภคภัณฑ์จับตาอย่างต่อเนื่อง
ตลาดคริปโตเองก็ยากจะเคลื่อนไหวแยกออกจากตัวแปรเศรษฐกิจมหภาคเหล่านี้ ทั้งอัตราดอกเบี้ย หุ้นเทคโนโลยี ค่าเงินดอลลาร์ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ล้วนส่งผลต่อสภาพคล่องของสินทรัพย์ดิจิทัลหลักอย่างบิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) อย่างไรก็ตาม ข้อมูลตัวชี้วัดที่เปิดเผยในวันนี้เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะชี้ทิศทางราคาของ BTC และ ETH ได้อย่างชัดเจน
จากนี้ตลาดจะต้องติดตามว่านโยบายการคลังแบบขยายตัวจะช่วยหนุนอัตราการเติบโตและรายได้ภาษีได้มากน้อยเพียงใด และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ชะลอตัวจะส่งผลต่อตัวเลขอุปสงค์ในประเทศหรือไม่ ขณะที่ในสหรัฐฯ การพิจารณาภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน มาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน และการปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยี ยังคงเป็นปัจจัยที่กำหนดทิศทางราคาสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวมต่อไป
ความคิดเห็น 0