การเทรดออปชั่นที่เดิมพันว่าราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวจะฟื้นตัว เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อวันที่ 25 (เวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ) โดยกองทุน iShares 20+ Year Treasury Bond ETF (TLT) มีปริมาณการซื้อ 'คอลออปชั่น' (Call Option) สูงกว่า 'พุตออปชั่น' (Put Option) อย่างชัดเจน สะท้อนโพซิชั่นที่เล็งผลกำไรจากราคาพันธบัตรระยะยาวที่ปรับตัวสูงขึ้น
สำนักข่าว CNBC รายงานเมื่อวันที่ 26 เวลาประมาณ 02:25 น. ตามเวลาประเทศไทยว่า ปริมาณการซื้อคอลออปชั่นของ TLT ในวันดังกล่าวทะลุ 175,000 สัญญา ขณะที่พุตออปชั่นมีไม่ถึง 40,000 สัญญา คอลออปชั่นคือสิทธิที่ให้ประโยชน์เมื่อราคาสินทรัพย์อ้างอิงปรับตัวขึ้น ส่วนพุตออปชั่นคือสิทธิที่ให้ประโยชน์เมื่อราคาปรับตัวลง
กระแสการเทรดออปชั่นครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การซื้อฝั่งเดียว CNBC ระบุว่านักเทรดรายใหญ่รายหนึ่งเข้าซื้อคอลออปชั่น TLT ราคาใช้สิทธิ 85 ดอลลาร์ อายุสัญญาถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน จำนวน 10,000 สัญญา รวมมูลค่า 1 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,400 ล้านวอน) ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังตลาดเปิด และในเวลาใกล้เคียงกันก็ขายคอลออปชั่นราคาใช้สิทธิ 90 ดอลลาร์ อายุสัญญาเดียวกัน จำนวน 15,000 สัญญา รวมมูลค่า 375,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 500 ล้านวอน)
ธุรกรรมนี้เป็นโครงสร้างที่เรียกว่า 'บูลคอลสเปรด' (Bull Call Spread) คือกลยุทธ์ที่มุ่งทำกำไรจากราคาสินทรัพย์อ้างอิงที่ปรับตัวขึ้น แต่ขายคอลออปชั่นราคาใช้สิทธิที่สูงกว่าควบคู่กันไปเพื่อลดต้นทุน แลกกับการจำกัดกำไรสูงสุดที่จะได้รับ
TLT ปิดตลาดวันดังกล่าวที่ 83.30 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 0.9% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม ขณะที่กองทุนตราสารหนี้ภาคเอกชนระดับลงทุน iShares iBoxx $ Investment Grade Corporate Bond ETF (LQD) ก็ปรับขึ้น 0.5% เช่นกัน
ราคาพันธบัตรกับอัตราผลตอบแทนเคลื่อนไหวสวนทางกันเสมอ การที่ราคา ETF พันธบัตรระยะยาวปรับตัวขึ้นจึงหมายถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวที่ปรับตัวลง
อย่างไรก็ตาม กระแสการเทรดออปชั่นครั้งนี้ไม่ได้ยืนยันว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลงจะเกิดขึ้นจริง เพราะตลาดพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ สะท้อนหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งการขาดดุลการคลัง ปริมาณการออกพันธบัตรใหม่ การคาดการณ์เงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
เบื้องหลังกระแสนี้คืออัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการขยายโครงการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล (Buyback) ของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่ง CNBC ระบุว่าทั้งสองปัจจัยนี้เป็นภาพรวมเบื้องหลังของตลาดพันธบัตรระยะยาวในขณะนี้
การซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลคือมาตรการที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เข้าซื้อพันธบัตรที่ออกไปแล้วกลับคืนจากตลาด เพื่อเสริมสภาพคล่องในบางช่วงอายุสัญญา ยิ่งภาระด้านอุปสงค์-อุปทานของพันธบัตรระยะยาวมากขึ้นเท่าใด ตลาดก็ยิ่งจับตาขนาดการซื้อคืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพคล่องในแต่ละช่วงอายุสัญญามากขึ้นเท่านั้น
อัตราดอกเบี้ยระยะยาวยังส่งผลต่อการประเมินมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงที่ผ่านมาด้วย ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจกลายเป็นภาระด้านอัตราคิดลดสำหรับสินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยน์(BTC)
สำหรับนักลงทุนในภูมิภาคนี้ กระแสดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เท่านั้น อัตราดอกเบี้ยระยะยาวเป็นตัวแปรที่เคลื่อนไหวไปพร้อมกับความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงในกลุ่มที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยสูง เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ หุ้นกลุ่มเติบโต กองทุน ETF พันธบัตรระยะยาว และสินทรัพย์ดิจิทัล
ธุรกรรมออปชั่นครั้งนี้จึงอาจตีความได้ว่าเป็นการเดิมพันในตลาดออปชั่นว่าภาระดังกล่าวมีโอกาสผ่อนคลายลง แต่การเทรดออปชั่นของ TLT เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายทิศทางราคาบิตคอยน์(BTC)ได้โดยตรง
ปฏิทินเศรษฐกิจระยะสั้นยังมีตัวแปรสำคัญรออยู่ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนกรกฎาคมของสหรัฐฯ มีกำหนดเปิดเผยในคืนวันที่ 26 ตามเวลาไทย ส่วนการประชุมสัมมนาเชิงนโยบายเศรษฐกิจแจ็กสัน โฮล (Jackson Hole) จะเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 27 เป็นต้นไป
CNBC ระบุว่าตัวเลขเงินเฟ้อและการประชุมแจ็กสัน โฮล เป็นตัวแปรสำคัญของตลาดพันธบัตรในสัปดาห์นี้ ตลาดจะจับตาทั้งตัวเลขเงินเฟ้อและถ้อยแถลงของเฟดไปพร้อมกัน เพื่อประเมินทิศทางถัดไปของอัตราดอกเบี้ยระยะยาวและสินทรัพย์เสี่ยง
ความคิดเห็น 0