งานวิจัยชิ้นใหม่ชี้ว่าครัวเรือนสหรัฐฯ ที่ได้เห็น 'ข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลัง' ของบิตคอยน์(BTC) มีโอกาสซื้อคริปโตเพิ่มขึ้นราว 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ ที่น่าสนใจคือกลุ่มที่ตอบว่า “ไม่เข้าใจคริปโต” อาจกลายเป็นดีมานด์ใหม่ได้ หากได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง
ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาคลีฟแลนด์ (Federal Reserve Bank of Cleveland) เปิดเผยผลการศึกษานี้ในเวิร์กกิ้งเปเปอร์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสำรวจครัวเรือนสหรัฐฯ ขนาดใหญ่ที่ทำซ้ำต่อเนื่อง ร่วมกับการทดลองผ่านแบบสอบถาม ทีมวิจัยพบว่าปัจจัยที่แยกคนถือครองคริปโตออกจากคนไม่ถือ ไม่ใช่เพศหรืออายุ แต่เป็นความแตกต่างด้าน 'ผลตอบแทนที่คาดหวัง' และ 'การรับรู้ความเสี่ยง'
ช่องว่างด้านความเข้าใจนั้นชัดเจนมาก ผู้ไม่ถือครองคริปโตราว 40% ตอบในทำนองว่าตัวเองไม่ค่อยรู้จักคริปโต ในแบบสำรวจไตรมาส 3 ปี 2021 ผู้ไม่ถือครอง 87% ไม่สามารถคาดการณ์ผลตอบแทนบิตคอยน์ในช่วง 12 เดือนข้างหน้าเป็นตัวเลขได้ และเลือกตอบว่า “ไม่ทราบ” ขณะที่กลุ่มผู้ถือครองเองก็ตอบแบบเดียวกันถึง 54%
การรับรู้ความเสี่ยงก็ต่างกันชัดเจน ผู้ไม่ถือครองราว 63% มองว่าบิตคอยน์มีความเสี่ยงสูงสุด ขณะที่ผู้ถือครองที่มองแบบเดียวกันมีสัดส่วนราว 45% เท่านั้น
ความคาดหวังผลตอบแทนก็แตกต่างกันตามการถือครอง ในแบบสำรวจไตรมาส 3 ปี 2021 ผู้ถือครองบิตคอยน์คาดผลตอบแทน 1 ปีเฉลี่ยที่ 22% ส่วนผู้ไม่ถือครองคาดไว้เพียง 7% แม้ในแบบสำรวจปี 2025 ตัวเลขทั้งสองกลุ่มจะลดลงเหลือ 13.8% และ 4.7% ตามลำดับ แต่ช่องว่างระหว่างสองกลุ่มยังคงอยู่
ทีมวิจัยยังใส่การทดลองให้ข้อมูลไว้ในแบบสอบถามเพื่อวัดปฏิกิริยา กลุ่มที่ได้รับข้อมูลผลตอบแทนบิตคอยน์ย้อนหลัง 12 เดือน ปรับสัดส่วนเป้าหมายการลงทุนคริปโตขึ้นทันทีราว 2 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่มีสัดส่วนเป้าหมายเฉลี่ย 4.3% ถือว่าเพิ่มขึ้นราว 47%
พฤติกรรมจริงก็เปลี่ยนตามไปด้วย ผู้ตอบแบบสอบถามที่ได้รับข้อมูลผลตอบแทนมี 'โอกาสซื้อคริปโต' ในเวลาต่อมาเพิ่มขึ้นราว 2.5 จุดเปอร์เซ็นต์ ทีมวิจัยตีความว่าข้อมูลผลตอบแทนในอดีตช่วยดันความคาดหวังผลตอบแทนให้สูงขึ้น และความคาดหวังนั้นนำไปสู่การซื้อจริง
ผลการศึกษานี้สะท้อนว่าปัจจัยที่ขับเคลื่อนดีมานด์คริปโตไม่ใช่แค่ราคาบิตคอยน์เอง แต่รวมถึง 'ข้อมูล' ที่นักลงทุนได้รับด้วย ก่อนหน้านี้เคยมีรายงานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลผลตอบแทนบิตคอยน์กับโอกาสในการซื้อจากงานวิจัยชิ้นเดียวกัน ซึ่งยังชี้ผลด้านการบริโภคด้วยว่าการเปลี่ยนแปลงราคาบิตคอยน์ส่งผลต่อการใช้จ่ายสินค้าคงทนของผู้ถือครองเดิม แต่แทบไม่ส่งผลต่อการใช้จ่ายสินค้าไม่คงทน
อย่างไรก็ตาม เวิร์กกิ้งเปเปอร์ฉบับนี้ยังเป็นร่างงานวิจัยที่เผยแพร่ก่อนตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอย่างเป็นทางการ เพื่อเปิดให้มีการถกเถียงและตรวจสอบ แม้จะใช้อ้างอิงประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายหรือการวิเคราะห์ตลาดได้ แต่ควรอ่านแยกจากข้อสรุปที่ผ่านการตรวจสอบขั้นสุดท้ายแล้ว
การใช้คริปโตในสหรัฐฯ เองก็ยังไม่ใช่ปรากฏการณ์ของคนส่วนใหญ่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ระบุในรายงานความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจของครัวเรือนปี 2025 ว่าผู้ใหญ่ 9% ซื้อหรือถือครองคริปโตเพื่อการลงทุนในปีที่ผ่านมา ส่วนสัดส่วนที่ใช้เพื่อการชำระเงินหรือโอนเงินอยู่ที่ 2% ขณะที่พิว รีเสิร์ช เซ็นเตอร์ (Pew Research Center) สำรวจผู้ใหญ่ชาวสหรัฐฯ 8,512 คนระหว่างวันที่ 20-26 มกราคม พบว่า 19% เคยลงทุน ซื้อขาย หรือใช้งานคริปโตมาก่อน
สำหรับนักลงทุนในประเทศ งานวิจัยชิ้นนี้เป็นข้อมูลที่ช่วยอ่าน 'โครงสร้างดีมานด์' มากกว่าจะเป็นการคาดการณ์ราคา กลุ่มผู้ใช้คริปโตหน้าใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความคาดหวังราคาที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความเข้าใจ การเข้าถึงข้อมูล และการรับรู้ความเสี่ยงที่แตกต่างกันด้วย
ทีมวิจัยระบุชัดว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่พบในแบบสำรวจไม่ได้แปลว่าราคาจะไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งโดยตรง แต่ผลการศึกษาก็ชี้ให้เห็นว่า เมื่อจับตาดีมานด์ใหม่ที่ไหลเข้าสู่บิตคอยน์ ควรพิจารณาทั้งทิศทางราคาและกระบวนการรับข้อมูล-สร้างความคาดหวังผลตอบแทนไปพร้อมกัน
ความคิดเห็น 0