อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ยืนยันจุดยืนร่วมกันว่าจะรักษา ‘ช่องแคบมะละกา’ และ ‘ช่องแคบสิงคโปร์’ ให้เป็นเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศที่เปิดเสรีและปลอดภัยต่อไป
กระทรวงคมนาคมสิงคโปร์ระบุว่า เมื่อวันที่ 25 (เวลาท้องถิ่น) ในเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศชายฝั่งทั้งสาม ทั้งสามฝ่ายได้ยืนยันสถานะ ‘ช่องแคบที่ใช้เดินเรือระหว่างประเทศ’ และ ‘สิทธิผ่านแดนโดยสุจริต’ (transit passage) ของสองช่องแคบนี้อีกครั้ง ทั้งนี้ การประกาศครั้งนี้ไม่ใช่การตั้งกลไกใหม่ แต่เป็นการยกระดับกลไกความร่วมมือที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2007 ให้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง
เจฟฟรีย์ ซิว(Jeffrey Siow) รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมสิงคโปร์ กล่าวในพิธีเปิดว่า “เส้นทางเดินเรือที่เปิดเสรีไม่ใช่สิ่งที่จะมองข้ามได้เลย” พร้อมชี้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางและปัญหาที่ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’(Strait of Hormuz) เผชิญ ได้ตอกย้ำความเปราะบางของเส้นทางเดินเรือทั่วโลก คำกล่าวนี้สะท้อนความกังวลที่ลึกซึ้งขึ้นของประเทศชายฝั่งต่อความเสี่ยงที่อาจลุกลามมาถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์เคยระบุในการประชุมเปิดของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อเดือนเมษายนว่า มีน้ำมันเคลื่อนผ่านช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์ราว ‘23.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน’ ซึ่งมากกว่าปริมาณ 20.9 ล้านบาร์เรลต่อวันที่เคยผ่านช่องแคบฮอร์มุซเสียอีก
ช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์เป็นเส้นทางที่มีเรือแล่นผ่านมากกว่า 100,000 ลำต่อปี จุดที่แคบที่สุดกว้างเพียง 2 ไมล์ทะเล โครงสร้างเช่นนี้ทำให้หากปริมาณเรือเพิ่มขึ้นหรือเกิดอุบัติเหตุ ห่วงโซ่โลจิสติกส์อาจสะดุดได้อย่างรวดเร็ว
‘สิทธิผ่านแดนโดยสุจริต’ คือหลักการที่รับรองให้เรือและอากาศยานเดินทางผ่านช่องแคบที่ใช้เพื่อการเดินเรือระหว่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ประเทศชายฝั่งมีหน้าที่ดูแลด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม แต่จะไม่ปิดกั้นการเดินเรือระหว่างประเทศตามอำเภอใจ
กลไกความร่วมมือที่สามประเทศเน้นย้ำนี้ไม่ใช่เวทีของประเทศชายฝั่งเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นกรอบที่ประเทศผู้ใช้เส้นทาง อุตสาหกรรมเดินเรือ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันประสานงานด้านความปลอดภัยการเดินเรือและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเลมาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับผู้อ่านชาวไทย ประเด็นนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ เพราะช่องแคบมะละกาเป็นเส้นทางหลักที่น้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และสินค้าตู้คอนเทนเนอร์จากตะวันออกกลางต้องผ่านก่อนเข้าสู่เอเชีย
TokenPost เคยรายงานว่า ความไม่แน่นอนของเส้นทางอุปทานรอบช่องแคบฮอร์มุซ กำลังส่งผลต่อการจัดหาน้ำมันของโรงกลั่นในเอเชีย หากคอขวดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สั่นคลอนตามไปด้วย ตารางเดินเรือ ค่าประกันภัย และภาระการจัดหาพลังงานอาจเพิ่มขึ้นตามมา
รอยเตอร์(Reuters) รายงานว่าจำนวนเรือที่ติดตามได้ในช่องแคบฮอร์มุซลดลงเหลือเพียง 8 ลำ ต่ำสุดในรอบสัปดาห์ ทั้งที่ก่อนหน้าความตึงเครียดเคยมีเรือผ่านช่องแคบนี้ราว 130-140 ลำเป็นปกติ
คำยืนยันเรื่องการเปิดช่องแคบมะละกาไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซจะหมดไป แต่สิ่งที่ชัดเจนขึ้นคือห่วงโซ่โลจิสติกส์โลกต้องจับตาคอขวดทางทะเลหลายจุดพร้อมกัน
มาตรการเชิงปฏิบัติก็เดินหน้าคู่กันไป สเตรทส์ไทมส์(The Straits Times) รายงานจากเวทีดังกล่าวว่า ระบบช่วยเดินเรือเสมือนจริง(virtual aid-to-navigation) เพิ่งติดตั้งแล้วเสร็จ และปัจจุบันมีอุปกรณ์ช่วยเดินเรือนำทางตลอดช่องแคบมากกว่า 50 จุดที่ใช้งานอยู่
แนวปฏิบัติระดับภูมิภาคสำหรับการรับมือเรือประสบภัยจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ นี่คือเหตุผลที่มีการประเมินว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่คำประกาศ แต่คือขีดความสามารถในการปฏิบัติงานจริง ทั้งด้านความปลอดภัยการเดินเรือ การรับมืออุบัติเหตุ และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเล
สภาการเดินเรือโลก(World Shipping Council) ระบุว่าเสรีภาพในการเดินเรือและการผ่านแดนอย่างปลอดภัยของเรือพาณิชย์ต้องได้รับการรักษาไว้ การยืนยันครั้งนี้ไม่ใช่การเปิดเส้นทางใหม่ แต่เป็นคำมั่นที่จะปกป้องเส้นทางเดิม และแนวปฏิบัติสำหรับการรับมือเรือประสบภัยจะแล้วเสร็จภายในปีนี้
ความคิดเห็น 0