สัดส่วนยอดคงค้างบัตรเครดิตในสหรัฐที่ค้างชำระเกิน 90 วันอยู่ที่ 12.92% ในไตรมาส 2 ปี 2026 ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าภาระด้านการใช้จ่ายของผู้บริโภคอเมริกันยังไม่คลี่คลายไปจากเดิม
ธนาคารกลางสหรัฐ สาขานิวยอร์ก (Federal Reserve Bank of New York) หรือเฟดนิวยอร์ก เปิดเผยเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม (ตามเวลาท้องถิ่น) ผ่านรายงาน 'หนี้สินและสินเชื่อครัวเรือน ไตรมาส 2 ปี 2026' ว่าหนี้ครัวเรือนโดยรวมลดลง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 18 ล้านล้านวอน) จากไตรมาสก่อน เหลือ 18.8 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 26,000 ล้านล้านวอน) ขณะที่ยอดคงค้างบัตรเครดิตในช่วงเดียวกันเพิ่มขึ้น 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 29 ล้านล้านวอน) อยู่ที่ 1.263 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,747 ล้านล้านวอน)
แม้หนี้ครัวเรือนโดยรวมจะลดลง แต่ภาระด้านบัตรเครดิตกลับเพิ่มขึ้น วงเงินบัตรเครดิตรวมอยู่ที่ 5.559 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7,688 ล้านล้านวอน) ส่วนวงเงินที่ยังใช้ได้อยู่ที่ 4.296 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5,940 ล้านล้านวอน)
สัดส่วนยอดค้างชำระเกิน 90 วันเพิ่มขึ้นจากราว 12.27% ในไตรมาส 2 ปี 2025 มาอยู่ที่ 12.92% ในไตรมาส 2 ปีนี้ แต่ลดลงจาก 13.12% ในไตรมาส 1 ปีนี้ เมื่อดูเฉพาะไตรมาสล่าสุด ตัวเลขจึงใกล้เคียงกับการ 'ทรงตัวในระดับสูง' มากกว่าการเสื่อมถอยเพิ่มเติม
ตัวเลขล่าสุดนี้ต้องแยกพิจารณาจากจุดสูงสุดในอดีตด้วย ข้อมูลชุดเดียวกันที่ปรับปรุงใหม่ระบุว่าตัวเลขในไตรมาส 2 ปี 2010 อยู่ที่ 13.74% ซึ่งสูงกว่าตัวเลขไตรมาส 2 ปีนี้ ดังนั้นการอธิบายว่าเป็น 'จุดสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2011' จึงคลาดเคลื่อน ควรเรียกว่าอยู่ใน 'ระดับสูงช่วงต้นทศวรรษ 2010' มากกว่า
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ลักษณะของตัวชี้วัด ตัวเลข 12.92% คือสัดส่วนยอดคงค้างที่ค้างชำระเกิน 90 วันซึ่งยังปรากฏอยู่ในประวัติเครดิตปัจจุบัน ถือเป็นตัวชี้วัดแบบ 'สต็อก' ที่สะท้อนยอดค้างชำระสะสม
ในทางกลับกัน สัดส่วนยอดที่เพิ่งเปลี่ยนสถานะเป็นค้างชำระเกิน 90 วันใหม่ถือเป็นตัวชี้วัดแบบ 'โฟลว์' อัตราการเปลี่ยนสถานะเป็นค้างชำระเกิน 90 วันใหม่ของบัตรเครดิตในไตรมาส 2 ปีนี้อยู่ที่ 6.97% หากนำตัวเลขทั้งสองแบบมาตีความปนกันในฐานะ 'อัตราค้างชำระ' เดียวกัน อาจทำให้เข้าใจว่าสถานการณ์สินเชื่อครัวเรือนเลวร้ายลงรุนแรงกว่าความเป็นจริง
ทีมวิจัยของเฟดนิวยอร์กอธิบายในบล็อกแยกต่างหากว่า สัดส่วนยอดค้างชำระเกิน 90 วันซึ่งอยู่ที่ 7.6% ในไตรมาส 3 ปี 2022 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 12.8% ในไตรมาส 1 ปี 2026 อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยระบุว่ากระแสการค้างชำระใหม่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาโดยรวมค่อนข้างคงที่
คำอธิบายของทีมวิจัยเน้นย้ำว่าหนี้เสียที่ตัดบัญชีไปนานแล้วยังคงค้างอยู่ในประวัติเครดิตนานขึ้น จึงดันตัวเลขตัวชี้วัดแบบสต็อกให้สูงขึ้น มากกว่าจะหมายความว่ามีการค้างชำระใหม่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด กล่าวอีกนัยหนึ่งคือยอดหนี้เสียที่เกิดขึ้นแล้วยังคงถูกนับรวมอยู่ในสถิติเป็นเวลานาน
โจเอล สแคลลี(Joelle Scally) ที่ปรึกษาด้านนโยบายเศรษฐกิจของเฟดนิวยอร์ก กล่าวว่า "อัตราค้างชำระของสินเชื่อส่วนใหญ่ค่อนข้างคงที่ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา แต่การค้างชำระใหม่ของสินเชื่อรถยนต์และบัตรเครดิตยังอยู่ในระดับสูง" คำกล่าวนี้สะท้อนว่าภาพรวมมีเสถียรภาพ ขณะที่สินเชื่อนอกภาคที่อยู่อาศัยบางส่วนยังเปราะบาง
คณะผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve Board) ก็เคยสรุปไว้ในบันทึกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 ว่าการค้างชำระบัตรเครดิตและสินเชื่อรถยนต์พุ่งขึ้นหลังการระบาดใหญ่ ก่อนจะทรงตัวเป็นส่วนใหญ่จนถึงไตรมาส 3 ปี 2025 การเปิดเผยข้อมูลล่าสุดของเฟดนิวยอร์กครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าภาระยอดคงค้างบัตรเครดิตยังคงอยู่ต่อเนื่องจากแนวโน้มดังกล่าว
ตัวชี้วัดสินเชื่อครัวเรือนมักถูกใช้เป็นข้อมูลสะท้อนทั้งกำลังซื้อและภาระอัตราดอกเบี้ยไปพร้อมกัน บัตรเครดิตมีลักษณะเป็นการกู้ยืมระยะสั้น จึงสะท้อนภาระดอกเบี้ยและค่าครองชีพได้รวดเร็ว ยอดคงค้างที่เพิ่มขึ้นบ่งชี้ว่าการใช้จ่ายยังดำเนินต่อไป แต่สัดส่วนยอดค้างชำระที่สูงก็อาจเป็นสัญญาณว่าความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มลูกหนี้เปราะบางอ่อนแอลงเช่นกัน
ตัวเลขชุดนี้ไม่ได้เชื่อมโยงโดยตรงกับตลาดคริปโต แต่กำลังซื้อของผู้บริโภคสหรัฐเป็นตัวแปรเศรษฐกิจมหภาคที่มักถูกจับตาควบคู่กับความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่า ยอดคงค้างบัตรเครดิตสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 1.26 ล้านล้านดอลลาร์ และสัดส่วนยอดค้างชำระอยู่ที่ 12.8%
บิตคอยน์(BTC) และสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ มักเคลื่อนไหวไปพร้อมกับปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค เช่น อัตราดอกเบี้ย สภาพคล่องของดอลลาร์ และความเชื่อมั่นด้านการใช้จ่าย เช่นเดียวกับกรณี ภาระอัตราดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐที่ถูกหยิบยกเป็นตัวแปรของตลาดบิตคอยน์ ภาระสินเชื่อครัวเรือนก็เป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดแวดล้อมที่มักถูกนำมาอ้างอิงเมื่อประเมินความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง
ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปจากตัวเลขชุดนี้เพียงอย่างเดียวว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคสหรัฐทรุดตัวลงอย่างรุนแรง แต่การที่ยอดคงค้างบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นควบคู่กับสัดส่วนยอดค้างชำระระยะยาวที่ยังอยู่ในระดับสูง ก็สะท้อนว่าภาระของครัวเรือนกลุ่มเปราะบางยังไม่คลี่คลาย
ความคิดเห็น 0