การขุดบิตคอยน์(BTC) หนึ่งบล็อกในปี 2010 ต้องใช้ค่าไฟฟ้าราว 5.68 ดอลลาร์ ตามการคำนวณที่ปรากฏในฟอรัมบิตคอยน์ยุคแรก แม้ผู้ขุดในตอนนั้นจะได้รับรางวัลบล็อกสูงถึง 50 BTC แต่เมื่อคิดเฉพาะค่าไฟฟ้าแล้ว บางคนกลับมองว่าการขุดขาดทุน
TTBit ผู้ใช้ฟอรัมรายหนึ่ง โพสต์เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2010 ว่าคอมพิวเตอร์ของเขามีแฮชเรต 2,200 กิโลแฮชต่อวินาที(khash/s) และใช้พลังงาน 140 วัตต์ ด้วยเงื่อนไขนี้ การสร้างบล็อกหนึ่งบล็อกต้องใช้ไฟฟ้าราว 47.327 กิโลวัตต์ชั่วโมง(kWh) เมื่อคิดที่ราคาไฟฟ้า 12 เซนต์ต่อ kWh จึงตกอยู่ที่ 5.68 ดอลลาร์ เขาระบุว่านี่คือ ‘ขาดทุนสุทธิ’
การคำนวณนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการขุดบิตคอยน์ในตอนนั้นพึ่งพาหน่วยประมวลผลกลาง(CPU) เป็นหลัก TTBit ประเมินว่าการขุดหนึ่งบล็อกต้องใช้เวลาประมาณ 14 วัน โดยคำนวณเฉพาะค่าไฟฟ้า ไม่รวมราคาอุปกรณ์และค่าบำรุงรักษา
บทสนทนานี้สะท้อนภาพตลาดขุดคริปโตในยุคแรก ที่คิดต้นทุนและเวลาบนพื้นฐานคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ในเวลานั้นมีความเข้าใจเกิดขึ้นแล้วว่าการประเมินความคุ้มค่าไม่ควรดูแค่ขนาดของรางวัล แต่ต้องคำนวณราคาไฟฟ้าและประสิทธิภาพของอุปกรณ์ควบคู่กันไปด้วย
ไม่นานหลังจากนั้น สมาชิกในฟอรัมเริ่มเปรียบเทียบความเป็นไปได้ของการขุดด้วยหน่วยประมวลผลกราฟิก(GPU) สมาชิกรายหนึ่งรายงานว่าการ์ดจอที่รองรับ CUDA ทำแฮชเรตได้ราว 33,000 khash/s ขณะใช้พลังงานประมาณ 200 วัตต์
GPU ให้ประสิทธิภาพการประมวลผลสูงกว่า CPU แต่คำนวณประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่างออกไป ทำให้การประเมินความคุ้มค่าของการขุดด้วยค่าไฟฟ้าของคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวทำได้ยากขึ้น และประเด็นเรื่องการเลือกฮาร์ดแวร์จึงกลายเป็นหัวข้อสำคัญ
ซาโตชิ นากาโมโตะ(Satoshi Nakamoto) อธิบายในตอนนั้นว่าระบบที่ใช้โปรเซสเซอร์ AMD 24 คอร์ อาจทำแฮชเรตได้ถึงราว 66,000 khash/s ขณะเดียวกัน สมาชิกในฟอรัมยังคำนวณถึงความเป็นไปได้ที่ความยากในการขุด(difficulty) จะปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย
จุดเริ่มต้นของบทสนทนานี้มาจากโพสต์เรื่องต้นทุนการขุดที่ jimbobway เขียนไว้เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2010 หลังจากนั้น สมาชิกในฟอรัมถกเถียงกันว่า หากใช้คอมพิวเตอร์ที่มีอยู่แล้ว ควรคิดเฉพาะค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเท่านั้นหรือไม่ หรือควรรวมค่าอุปกรณ์และอัตราค่าไฟฟ้าที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่เข้าไปด้วย
การถกเถียงเรื่องการขุดในยุคแรกจึงวนเวียนอยู่กับประเด็นหลัก ได้แก่ △ราคาไฟฟ้าต่อหน่วย △ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ △ต้นทุนฮาร์ดแวร์ และ △การปรับตัวของความยากในการขุด ขณะที่ขอบเขตต้นทุนที่ผู้ขุดต้องรับผิดชอบจริงก็ยังเป็นประเด็นที่มีความเห็นแตกต่างกัน
โครงสร้างรางวัลของบิตคอยน์เปลี่ยนแปลงไปมากนับจากนั้น รางวัลบล็อกเริ่มต้นที่ 50 BTC ในปี 2009 และลดลงครึ่งหนึ่งทุกๆ 210,000 บล็อก จนหลังการฮาล์ฟวิ่งครั้งที่ 4 ในปี 2024 รางวัลปัจจุบันอยู่ที่ 3.125 BTC
เมื่อรางวัลบล็อกลดลงเรื่อยๆ สัดส่วนของ ‘ค่าธรรมเนียมธุรกรรม’ ในรายได้ของผู้ขุดก็กลายเป็นตัวแปรสำคัญมากขึ้น แนวโน้มที่สัดส่วนค่าธรรมเนียมธุรกรรมในรายได้ของผู้ขุดบิตคอยน์ลดลง สะท้อนให้เห็นว่าหลังการฮาล์ฟวิ่ง โครงสร้างรายได้ของผู้ขุดไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่าไฟฟ้าและประสิทธิภาพอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพึ่งพารายได้จากค่าธรรมเนียมด้วย
เศรษฐศาสตร์การขุดในปัจจุบันต้องคำนวณทั้งรางวัลบล็อก ค่าธรรมเนียมธุรกรรม ราคาไฟฟ้า ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ และความยากในการขุดไปพร้อมกัน ดังนั้นตัวเลข 5.68 ดอลลาร์จากปี 2010 จึงไม่สามารถนำมาใช้เทียบกับความคุ้มค่าของการขุดในปัจจุบันได้โดยตรง
ล่าสุด สำนักข่าว U.Today นำโพสต์ในฟอรัมดังกล่าวกลับมานำเสนออีกครั้ง โดยระบุว่าเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการถกเถียงเรื่องต้นทุนการขุดในตอนนั้นแตกต่างจากเศรษฐศาสตร์การขุดในปัจจุบันมากเพียงใด การมองข้อมูลการคำนวณในอดีตจึงควรมองในฐานะบันทึกที่แสดงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านของการขุดบิตคอยน์จากยุคที่พึ่งพา CPU ไปสู่ยุคที่ใช้ GPU และอุปกรณ์เฉพาะทาง มากกว่าจะนำมาใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงความคุ้มค่าของการขุดในปัจจุบัน
การคำนวณเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2010 แสดงให้เห็นว่าในยุคที่รางวัลบล็อกยังอยู่ที่ 50 BTC และการขุดด้วย CPU ยังคงมีอยู่ ผู้ขุดก็คำนึงถึงต้นทุนและประสิทธิภาพมาตั้งแต่ต้น หลังจากนั้น การขุดบิตคอยน์พัฒนาไปเป็นอุตสาหกรรมที่ผสมผสานการแข่งขันด้านประสิทธิภาพการประมวลผลเข้ากับเศรษฐศาสตร์พลังงาน และปัจจุบันอยู่ในช่วงที่ต้องคำนวณโครงสร้างรายได้กันใหม่ภายใต้ระบบรางวัล 3.125 BTC
ความคิดเห็น 0