ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศอย่างเซอร์ไพรส์ว่าจะเรียกเก็บ ‘ภาษีนำเข้า 10%’ จากสินค้าจำนวนมากที่มาจากประเทศที่เขามองว่าไม่เป็นธรรมในการค้ากับสหรัฐ ส่งผลให้ตลาดคริปโตร่วงหนัก แม้ในช่วงต้น ราคาหุ้นและคริปโตจะดีดตัวขึ้นชั่วคราวหลังคำประกาศ แต่เมื่อรายละเอียดมาตรการที่เข้มข้นเกินคาดถูกเปิดเผย ความกังวลของนักลงทุนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
บิตคอยน์(BTC) ซึ่งก่อนหน้านี้มีแนวโน้มแข็งแกร่งแตะระดับ 87,000 ดอลลาร์ (ราว 1,270 ล้านบาท) ร่วงลงกว่า 5% ลงมาอยู่ที่ระดับ 82,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,197 ล้านบาท) ขณะที่อีเธอเรียม(ETH) ลดลงต่ำกว่าระดับ 1,800 ดอลลาร์ (ราว 2.63 แสนบาท) สะท้อนถึงแรงกดดันด้านอุปทาน ส่วนริปเปิล(XRP) ก็ร่วงลงกว่า 7% แต่ยังประคองตัวเหนือระดับ 2 ดอลลาร์ไว้ได้ในขณะนี้ อัตราการร่วงลงของเหรียญหลักทั้งหมดบ่งชี้ถึงบรรยากาศโดยรวมที่เป็นลบอย่างชัดเจน
ไมเคิล เซย์เลอร์(Michael Saylor) ผู้ร่วมก่อตั้งไมโครสเตรทเทจี พยายามปลุกใจนักลงทุนผ่านโพสต์ในโซเชียลมีเดียของเขาว่า *“บิตคอยน์ไม่มีภาษี”* โดยเขาชี้ว่า บิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ที่สามารถแลกเปลี่ยนข้ามพรมแดนได้โดยอิสระ และไม่ผูกติดกับนโยบายรัฐบาล แต่ความคิดเห็นของเขากลับไม่ได้ช่วยฟื้นฟูความมั่นใจ นักลงทุนบางรายแสดงความไม่พอใจโดยตั้งคำถามตรงๆ ว่า *“ถ้าไม่มีภาษี แล้วทำไมราคาถึงยังตกอยู่?”*
แม้จะเผชิญแรงกดดันจากตลาด แต่ไมโครสเตรทเทจียังคงเดินหน้าสะสมบิตคอยน์อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา บริษัทได้ซื้อเพิ่มอีก 22,048 BTC ทำให้ยอดสะสมทั้งสิ้นอยู่ที่ 528,185 BTC คิดเป็นมูลค่าราว 35,630 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.2 ล้านล้านบาท) ตามราคาปัจจุบัน
นักวิเคราะห์ระบุว่า มาตรการเก็บภาษีของทรัมป์ครั้งนี้ ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อเงินตราและตลาดทุนดั้งเดิมเท่านั้น แต่อาจกลายเป็น ‘ความเสี่ยงเชิงมหภาค’ ต่อสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย แม้บิตคอยน์จะถูกมองว่า *“ปราศจากภาษี”* และปลอดจากนโยบายภาครัฐ แต่พฤติกรรมของตลาดกลับแสดงให้เห็นว่าอารมณ์นักลงทุนยังคงเคลื่อนไหวตามแรงกระเพื่อมจากระบบการเงินทั่วโลกอย่างใกล้ชิด *“ความเป็นอิสระ”* ของคริปโตอาจไม่ได้หมายถึง *“ภูมิคุ้มกัน”* จากความผันผวนทางเศรษฐกิจระดับโลก
ความคิดเห็น 0