อุตสาหกรรมคริปโตในอินดียังคงเผชิญวิกฤตรุนแรงจาก ‘การเก็บภาษีในอัตราสูง’ และสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่ไม่ชัดเจน โดยล่าสุด ริเตช ปานเดย์(Ritesh Pandey) อดีตสมาชิกรัฐสภาอินเดียเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาลดภาษีกำไรจากการขายคริปโตจาก 30% และยกเลิกการหักภาษี ณ ที่จ่าย(TDS) ในอัตรา 1% พร้อมเสนอให้จัดตั้งกรอบกำกับดูแลที่ ‘ชัดเจนและเป็นธรรม’ เพื่อผลักดันอินเดียให้กลายเป็นผู้นำในวงการเว็บ3
ในปัจจุบัน แม้แต่การซื้อ NFT หนึ่งรายการในอินเดียยังต้องถูกหัก TDS ถึง 1% ผ่านหลายขั้นตอน ซึ่งระบบภาษีที่สลับซับซ้อนนี้ ส่งผลให้สตาร์ทอัปและเหล่าผู้ประกอบการรุ่นใหม่ไม่สามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ ปานเดย์นิยามคริปโตว่าเป็น ‘สินทรัพย์ของคนรุ่นใหม่(Yuva Asset Class)’ และเน้นว่าสินทรัพย์ประเภทนี้ควรเป็นฐานของเศรษฐกิจนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนโดยคนหนุ่มสาวของอินเดีย
แม้จะยังไม่มีกฎหมายครอบคลุมคริปโตอย่างเป็นทางการ แต่อินเดียมีการเก็บ ‘ภาษีสัดส่วนคงที่ 30%’ และ ‘ภาษี TDS 1%’ ทำให้เกิดภาระที่ใกล้เคียงกับนโยบายลงโทษ ขณะที่ภายในวันที่ 7 กรกฎาคมนี้ ไบร์บิต(Bybit) ซึ่งเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตระดับโลก เตรียมเรียกเก็บ ‘ภาษีมูลค่าเพิ่ม (GST) 18%’ สำหรับการเทรด การพักเงิน และบริการ staking ต่างๆ ในอินเดีย จนสร้างความวิตกแก่ผู้เล่นในตลาดมากยิ่งขึ้น
ซูมิต คุปตา(Sumit Gupta) ซีอีโอของโคอินดีซีเอ็กซ์(CoinDCX) เปิดเผยว่า กฎระเบียบที่เข้มงวดดังกล่าวส่งผลให้ผู้ใช้งานคริปโตชาวอินเดียกว่า 5 ล้านคนย้ายไปใช้แพลตฟอร์มนอกประเทศภายในปีที่ผ่านมา นำไปสู่การสูญเสียปริมาณธุรกรรมคิดเป็นมูลค่าราว 42,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 58.3 ล้านล้านรูปี และจากจำนวนนั้น รัฐบาลอินเดียสูญเสียรายได้ภาษีกว่า 4,200 ล้านดอลลาร์ ขณะที่สามารถจัดเก็บภาษี TDS ได้เพียง 31 ล้านดอลลาร์เท่านั้น
อีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญคือ อินเดียยังไม่มีระบบติดตามรายได้แบบเรียลไทม์ ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการเลี่ยงภาษียังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้สำนักงานสรรพากรกำลังเร่งฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนและระบบสืบสวนดิจิทัล แต่ผู้เชี่ยวชาญแสดงความเห็นว่า มาตรการเหล่านี้ยังไม่เพียงพอสำหรับรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีคริปโต
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่เสถียร มีความพยายามจากภาคธุรกิจและผู้กำหนดนโยบายในการสร้างจุดร่วมกัน ล่าสุด Hashed Emergent บริษัทที่ทำงานร่วมกับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายได้เปิดเผยร่าง ‘กฎหมาย COINS ปี 2025’ ซึ่งประกอบด้วยข้อเสนอการจัดเก็บสินทรัพย์ด้วยตัวเอง(Self-custody), การปรับโครงสร้างภาษี และการตั้งหน่วยงานเฉพาะด้านคริปโต แม้ยังไม่ผ่านการออกกฎหมาย แต่ได้ถูกมองว่าเป็น ‘แผนแม่บทเชิงรุก’ ที่อาจพลิกโฉมอุตสาหกรรมเว็บ3 ในประเทศ
ในขณะเดียวกัน การไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันการฟอกเงิน (AML) ของหลายแพลตฟอร์มยังคงเป็นปัญหาหลัก โดยเฉพาะในกรณีของโคอินดีซีเอ็กซ์ (CoinDCX) และวาซีร์เอ็กซ์(WazirX) ที่พบเหตุการณ์ด้าน ‘ความปลอดภัย’ หลายครั้งตลอดช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ กำลังผลักดันให้เสียงเรียกร้องของภาคอุตสาหกรรมต่อ ‘กรอบกำกับดูแลที่โปร่งใส’ มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้นในเวลานี้
ความคิดเห็น 0