หลายประเทศทั่วโลกกำลังทบทวนโครงการ ‘วีซ่าทองคำ’ ที่เคยได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุนรายใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวงการ *คริปโตเคอร์เรนซี* ซึ่งโครงการนี้มอบสิทธิในการพำนักถาวรหรือสัญชาติให้แก่ชาวต่างชาติที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือกองทุนในประเทศตามเกณฑ์ที่กำหนด แม้จะถูกใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจมานาน แต่ประเด็น *ความขัดแย้งทางสังคม* และ *ความเสี่ยงในการถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด* กำลังสร้างแรงกดดันให้หลายประเทศเริ่ม ‘ยกเลิกหรือลดทอน’ โครงการนี้ลง
สหภาพยุโรป (EU) เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ชี้ว่าโครงการ ‘หนังสือเดินทางทองคำ’ ของมอลตาเป็นการทำสัญชาติยุโรปให้กลายเป็น ‘สินค้า’ ซึ่งเข้าข่าย *ผิดกฎหมาย* ก่อนหน้านี้ ไซปรัสและบัลแกเรียได้ยุติโครงการไปแล้วในปี 2021 และ 2022 ตามลำดับ ขณะที่สเปนเพิ่งประกาศยกเลิกโครงการ ด้วยปัญหา *ฟองสบู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์* และผลกระทบต่อ ‘สิทธิที่อยู่อาศัยของพลเมืองท้องถิ่น’ ส่วนโปรตุเกสเริ่มบังคับใช้เกณฑ์คุณสมบัติที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะด้านการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินลงทุน
อาเลสซานโดร ปาโลมโบ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Bitizenship ที่ปรึกษาด้านวีซ่าทองคำของโปรตุเกส อธิบายว่า โครงการดังกล่าวเปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุน ขณะที่นักลงทุนเองก็ได้รับ *สิทธิในการเดินทางและศักยภาพในการได้สัญชาติ* ถือเป็นระบบที่ตอบสนองผลประโยชน์ร่วม
ขณะที่สหรัฐฯ ก็เร่งเดินหน้าแผนนำเข้านักลงทุนมั่งคั่งเช่นกัน โดย *ประธานาธิบดีทรัมป์* เพิ่งเปิดตัวโครงการ ‘Trump Gold Card’ ซึ่งระบุว่ามีศักยภาพในการสร้าง *การบริโภค การจ้างงาน และรายได้ภาษีในวงกว้าง* ถือเป็นโมเดลที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับประเทศขนาดเล็กที่กำลังพัฒนาทางเศรษฐกิจ ความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์มองว่า “เป็นกลไกที่แตะกับความมั่งคั่งระดับสูงโดยตรง และอาจใช้เป็นการยกระดับเศรษฐกิจได้อย่างเร่งด่วน”
อย่างไรก็ตาม โครงการวีซ่าทองคำยังเผชิญคำวิจารณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่อง *ความเสี่ยงต่อการทุจริตและการฟอกเงิน* เช่นในบัลแกเรีย สมาชิกบางรายของรัฐสภายุโรปเตือนว่า โครงการนี้อาจกลายเป็นช่องทางที่ทุนต่างชาติใช้แทรกแซงระบบการเมืองและกระตุ้นการคอร์รัปชัน ทั้งยังมีข้อมูลว่านักลงทุนหลักจำนวนมากมาจาก ‘จีน รัสเซีย และตะวันออกกลาง’ อีกปัญหาหนึ่งคือ นักลงทุนจำนวนมากที่เข้ามาพร้อมกันในระยะสั้น อาจ *เพิ่มภาระต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น* อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้กระแสต่อต้านจะเพิ่มขึ้น แต่ในมุมของ *นักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี* วีซ่าทองคำยังถือเป็นเครื่องมือที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในประเทศที่มีระบบภาษีและกฎระเบียบที่เปิดกว้าง หากได้สถานะพำนักหรือสัญชาติในประเทศเหล่านั้น ก็สามารถได้รับ *สิทธิประโยชน์ระดับสูง* แม้ข้อบังคับด้านการพำนักจะไม่ยุ่งยากนัก
ประเทศอย่างโปรตุเกสได้ริเริ่มโครงการ ‘Bitcoin Eco Golden Visa’ ที่เปิดให้ลงทุนใน *บิตคอยน์(BTC)* และบริษัทคริปโตท้องถิ่นเพื่อขอรับวีซ่าได้โดยตรง ตัวอย่างความเคลื่อนไหวที่โดดเด่น คือ *เอลซัลวาดอร์* ออกกฎหมายในปี 2023 มอบสัญชาติให้ผู้ที่ลงทุนใน *บิตคอยน์(BTC)* หรือ *เทเธอร์(USDT)* อย่างน้อย 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 13.9 ล้านบาท ส่วนอิตาลีกำลังพิจารณาช่องทางที่ผู้ลงทุน 250,000 ยูโร หรือประมาณ 3.7 ล้านบาท ในกิจการสตาร์ทอัพคริปโตท้องถิ่น จะขอรับสิทธิการพำนักถาวรได้ผ่าน Bitizenship เช่นเดียวกัน
กระนั้น ความเคลื่อนไหวของ *TON Foundation* ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เกี่ยวกับโครงการวีซ่าทองคำกลับกลายเป็นตัวอย่างของ *การเร่งรีบโดยขาดความรอบคอบ* ซึ่งส่งผลให้สังคมตั้งคำถามและเกิดกระแสต้าน สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลในแต่ละประเทศกำลังให้ความสำคัญมากขึ้นกับ *ประเด็นด้านความมั่นคงและการฟอกเงิน* เป็นสัญญาณชัดเจนว่าโครงการวีซ่าทองคำที่เคยเอื้อประโยชน์ต่อนักลงทุนคริปโตอย่างมาก กำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ
ความคิดเห็น 0