ในตลาดคริปโตที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีโครงการบล็อกเชนจำนวนไม่น้อยที่แม้ดูเหมือนยังทำงานได้ตามปกติ แต่ในความเป็นจริงกลับกลายเป็นโครงการที่ไม่มีการพัฒนา ไม่มีผู้ใช้งาน และแทบจะไม่มีสภาพคล่อง หรือที่ในวงการเรียกกันว่า ‘โกสต์เชน(Ghost Chain)’ ล่าสุดการตัดสินใจของไบแนนซ์ในการถอดถอนเหรียญจำนวนมากจากกระดานซื้อขาย รวมถึงเหรียญเนม(XEM) ก็เป็นการตอกย้ำถึงความเสื่อมถอยของโครงการที่เข้าสู่สถานะนี้
โกสต์เชนคือบล็อกเชนที่แม้ดูเหมือนยังออนไลน์อยู่ แต่ความเป็นจริงคืออยู่ใน ‘สภาวะหยุดทำงาน’ ทั้งในด้านการพัฒนา การสื่อสารในชุมชน และการใช้งาน โดยโครงการที่เคยมีชื่อเสียงหรือได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเอกชน หากไม่สามารถสร้างฐานผู้ใช้งานที่มั่นคงได้ ก็มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นโกสต์เชนในอนาคต ตัวอย่างของกรณีดังกล่าวที่เคยเป็นกระแสหนักในช่วงหนึ่ง ได้แก่ ดีเอ็ม(Diem), โค닥คอยน์(KodakCoin) และลูน่า(LUNA) แม้แต่โครงการที่เคยได้รับความสนใจและเงินทุนจำนวนมาก หากไม่มีการสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน ก็อาจถูกลืมภายในเวลาไม่นาน
โครงการที่เข้าสู่สถานะโกสต์เชนมักมีลักษณะร่วมบางประการ ได้แก่ ไม่มีการอัปเดตโค้ดใน GitHub เป็นเวลานาน แชนแนล Discord เงียบเหงา แผนการพัฒนาไม่เคลื่อนไหว จำนวนธุรกรรมต่อวันอยู่ในระดับต่ำ และสภาพคล่องในตลาดลดลงอย่างชัดเจน กรณีล่าสุดในเดือนมิถุนายน ไบแนนซ์ได้ถอดถอนเหรียญหลายตัว เช่น เวฟส์(WAVES), โอเอ็มจี เน็ตเวิร์ก(OMG), เนม(XEM) และแรปต์เอ็นเอ็กซ์เอ็ม(WNXM) โดยให้เหตุผลว่าเหรียญเหล่านี้มี ‘ปริมาณการซื้อขายต่ำ ขาดสภาพคล่อง และไม่มีความเคลื่อนไหวในการพัฒนา’
สำหรับนักลงทุนและนักพัฒนา สิ่งสำคัญคือต้องรู้ทันและสามารถระบุเหรียญที่มีแนวโน้มจะกลายเป็นโกสต์เชนได้ล่วงหน้า วิธีเบื้องต้นคือการสำรวจว่าโครงการยังมีการพัฒนาผ่าน GitHub อยู่หรือไม่ ความถี่ของการสื่อสารในชุมชนเป็นอย่างไร ปริมาณธุรกรรมบนบล็อกเชนเท่าไหร่ และมีการอัปเดตเว็บไซต์หรือเอกสารเทคนิคบ่อยเพียงใด หากดูผิวเผินว่าโครงการยังเปิดให้ใช้งาน ก็อาจเผลอทุ่มทรัพยากรไปกับ ‘ระบบที่ล้มตายไปแล้ว’ โดยไม่รู้ตัว
บทเรียนจากโกสต์เชนคือ *การที่แพลตฟอร์มยังเปิดใช้งานอยู่ ไม่ได้หมายความว่าโครงการยังมีชีวิตอยู่จริง* จุดสำคัญที่ต้องมองหาไม่ใช่แค่การทำงานของเทคโนโลยี แต่คือการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องจากผู้ใช้งาน นักพัฒนา และชุมชน หากโครงการใดไม่สามารถรักษาการมีส่วนร่วมนี้ไว้ได้ สุดท้ายก็จะกลายเป็นเพียงมรดกตกค้างจากกระแสในอดีต ที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า สิ่งที่ขาดไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ *ระบบนิเวศที่มีชีวิตจริง*
ความคิดเห็น 0