บิตคอยน์(BTC) ยังคงเคลื่อนไหวอย่างไม่แน่นอน ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งฝั่งซื้อและขาย โดยแม้จะมีสัญญาณฟื้นตัวเป็นระยะ แต่การขายของนักลงทุนระยะยาว และภาวะขาดสภาพคล่องในตลาด ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อแนวโน้มการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน การไหลเข้าของเงินลงทุนจากสถาบัน แม้จะเริ่มกลับมา แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะต้านทานแรงกดด้านลบจากฝั่งขายได้
บิตคอยน์เคยทำสถิติราคาสูงสุดที่ 126,000 ดอลลาร์เมื่อต้นปี แต่หลังจากนั้นราคาก็ปรับลดลงมากกว่า 30% และปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 82,000–95,000 ดอลลาร์ การพยายามดีดตัวขึ้นในระยะสั้นยังคงมีอยู่ แต่กลับขาดแรงหนุนจากฝั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง ทำให้แนวโน้มโดยรวมยังอ่อนแอ
‘แรงขายเชิงโครงสร้าง’ จากนักลงทุนระยะยาวถือเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของการอ่อนตัวในรอบนี้ โดย K33 Research รายงานว่า ตั้งแต่ต้นปี 2023 มีบิตคอยน์มากกว่า 16 ล้านเหรียญที่ถือไว้นานกว่า 2 ปีเริ่มกลับเข้าสู่ตลาด ซึ่งสร้างแรงกดราคาที่ค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะในปี 2025 ที่คาดว่าจะมีบิตคอยน์มูลค่ารวมประมาณ 30,000 ล้านดอลลาร์เข้าสู่ตลาดเพิ่มเติม ซึ่งเสริมแรงกดดันต่อราคาอย่างมีนัยสำคัญ
ผู้เชี่ยวชาญมองว่าแรงขายดังกล่าว ไม่ได้นำไปสู่การร่วงลงอย่างรวดเร็ว แต่กลับเป็นแรงกดดันสะสมที่ค่อย ๆ ดึงราคาลงอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลในช่วงเดือนที่ผ่านมาเผยว่า การขายของนักลงทุนระยะยาวอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี และเป็นสัญญาณถึง ‘ภาวะอุปทานล้นตลาด’ มากกว่าการปรับฐานชั่วคราว
ด้านฝั่งสถาบัน แม้จะเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม มีการไหลเข้าสุทธิของเงินทุนมูลค่า 457 ล้านดอลลาร์เข้าสู่กองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอตในสหรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นของกองทุนจากฟิเดลิตี(Fidelity) และแบล็คร็อก(BlackRock) ช่วยหยุดแนวโน้มการไหลออกก่อนหน้านี้ได้ชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับการไหลออกครั้งใหญ่ในเดือนพฤศจิกายนที่สูงถึง 3,500 ล้านดอลลาร์ การไหลเข้าสุทธิครั้งนี้ยังนับว่าน้อย ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าแม้จะเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนทิศทางของตลาดได้ เนื่องจากยังมีแรงขายขนาดใหญ่จากรายย่อยและนักลงทุนระยะยาว
ในเชิงเทคนิค สัญญาณบ่งชี้ยังคงอยู่ในโซน ‘ขาลง’ โดยรูปแบบกราฟกำลังก่อตัวเป็น ‘ถ้วยกลับหัวพร้อมด้ามจับ’ ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงลบ ขณะที่ราคาเคลื่อนไหวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ และตัวบ่งชี้โมเมนตัมยังแสดงถึงแรงขายที่แข็งแกร่ง
ข้อมูลจากการบังคับชำระบัญชีในช่วงล่าสุด ยังตอกย้ำทิศทางขาลง โดยมีการล้างพอร์ตไปกว่า 152 ล้านดอลลาร์ในวันเดียว และมูลค่าคงค้างในตลาดอนุพันธ์ยังคงลดลงต่อเนื่องหลังจากเหตุการณ์เศรษฐกิจมหภาคในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนการลดความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ในภาพรวม บิตคอยน์ยังคงถูกกดดันจาก ‘แรงขายเชิงโครงสร้าง’ จากฝั่งนักลงทุนระยะยาว ขณะที่สัญญาณเชิงบวกจากสถาบันยังไม่มากพอจะทำให้ตลาดกลับตัวได้อย่างมีพลัง *คำ* สำคัญจึงอยู่ที่การคลี่คลายแรงขายและฟื้นตัวของสภาพคล่อง เมื่อปัจจัยเหล่านี้กลับสู่ภาวะสมดุล โอกาสการฟื้นตัวของบิตคอยน์จึงอาจเริ่มเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ดี ในระยะสั้น ความเสี่ยงด้านขาลงยังคงเป็น *คำ* ที่นักลงทุนควรจับตาอย่างใกล้ชิด
*ความคิดเห็น* จากนักวิเคราะห์แนะนำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงการเสี่ยงเข้าซื้อในจุดต่ำแบบเร่งรีบ และควรใช้กลยุทธ์รอการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างก่อนเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง
ความคิดเห็น 0