Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

วิจัยใหม่ชี้การขุดบิตคอยน์(BTC)ช่วยเสริมเสถียรภาพโครงข่ายไฟฟ้าและลดต้นทุนค่าไฟ

การศึกษาฉบับใหม่ได้หักล้างความเชื่อที่ว่า ‘บิตคอยน์(BTC) ทำให้โครงข่ายไฟฟ้าไม่เสถียรและส่งผลให้ค่าไฟฟ้าของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น’ โดยสิ้นเชิง จากรายงานของนักวิจัยอิสระ แดเนียล แบทตัน(Daniel Batten) ระบุว่า การขุดบิตคอยน์ช่วย ‘เสริมความมั่นคงของโครงข่ายไฟฟ้า’ และมีส่วนในการลดต้นทุนค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้

แบทตันใช้ชื่อรายงานว่า *ความเข้าใจผิด เรื่องพลังงานของบิตคอยน์* โดยอ้างอิงจากบทความวิชาการและข้อมูลระดับเครือข่ายไฟฟ้า เขาอธิบายว่า การขุดบิตคอยน์มีลักษณะเป็น ‘ความยืดหยุ่นในการใช้พลังงาน’ จึงสามารถช่วยลดแรงกดดันต่อระบบไฟฟ้าได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พึ่งพาพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์หรือแรงลม ซึ่งปริมาณการผลิตอาจไม่แน่นอน

งานวิจัยของนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยดุ๊กในสหรัฐ ก็สะท้อนมุมมองคล้ายกัน โดยระบุว่า กลุ่มผู้ขุดบิตคอยน์ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มทรัพยากรพลังงานที่ควบคุมได้(Controllable Load Resources) สามารถชะลอการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานราคาแพง และมีบทบาทในการเสริมเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า

ข้อมูลจาก ERCOT องค์กรบริหารโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐเท็กซัสซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการขุดบิตคอยน์หนาแน่นที่สุดของสหรัฐ แสดงว่าผู้ขุดมีบทบาทเชิงรุกในการช่วยปรับความถี่ของระบบ(Frequency Regulation) และตอบสนองความต้องการพลังงาน(Demand Response) ได้อย่างทันท่วงที แบรด โจนส์ อดีตซีอีโอชั่วคราวของ ERCOT ระบุว่า “ผู้ขุดสามารถดูดซับพลังงานลมส่วนเกินในช่วงฤดูที่ไม่มีความต้องการสูง และสามารถหยุดการขุดได้ทันทีเมื่อต้องการส่งกระแสกลับคืนสู่ระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ” โดยเหตุขัดข้องที่เกี่ยวข้องกับบิตคอยน์ในวันที่ 25 เมษายน 2024 ถือเป็น ‘ข้อยกเว้นเล็กน้อย’ ในภาพรวมที่ระบบมีความเสถียรอย่างมาก

ในด้าน ‘ผลต่อค่าไฟฟ้า’ แบทตันก็ยังหักล้างความเข้าใจว่าบิตคอยน์ทำให้ค่าไฟสูงขึ้นโดยแสดงข้อมูลจากรัฐเท็กซัส ระหว่างปี 2021–2024 ค่าไฟเฉลี่ยสำหรับประชาชนเพิ่มขึ้นเพียง 23.8% หรือหากหักอัตราเงินเฟ้อแล้ว เท่ากับ 7% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศสหรัฐซึ่งอยู่ที่ 24.67%

งานวิจัยนี้เสนอ 5 กลไกที่การขุดบิตคอยน์สามารถช่วย *ลดต้นทุนของผู้บริโภค* ได้แก่

1) เพิ่มมูลค่าพลังงานหมุนเวียนส่วนเกิน

2) สร้างรายได้จากบริการเสริมให้ระบบไฟฟ้า

3) ลดความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่

4) ลดต้นทุนจากการหยุดผลิตไฟฟ้าชั่วคราว

5) ยืดเวลาการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

โจนส์เสริมว่า “ความยืดหยุ่นในการใช้ไฟของผู้ขุดทำให้ค่าใช้จ่ายด้านบริการเสริมของเครือข่ายไฟฟ้าลดลงทั่วรัฐ การประหยัดต้นทุนเหล่านี้สะท้อนกลับไปยังผู้บริโภคที่จ่ายค่าไฟในราคาถูกลง”

ภายหลังวิกฤติไฟดับในรัฐเท็กซัสเมื่อปี 2021 ซึ่งรัฐพิจารณาเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติมูลค่า 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 660,000 ล้านบาท) แต่อย่างไรก็ตาม ทางผู้มีอำนาจตัดสินใจ ‘บูรณาการกลุ่มขุดบิตคอยน์เป็นแหล่งทรัพยากรพลังงานทางเลือก’ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเดิมแทน

ในแง่นานาชาติ แบทตันนำเสนอ ‘ทั้งกรณีเชิงลบและบวก’ โดยในนอร์เวย์ เมื่อบริษัทนักขุดออกจากพื้นที่ในเดือนกันยายน 2024 ค่าไฟพุ่งสูงขึ้น 20% ขณะที่ในพื้นที่ชนบทของเคนยา หลังจากที่บริษัทขุดรายหนึ่งเข้าใช้งานร่วมกับไมโครกริด ค่าไฟลดจากหน่วยละ 35 เซนต์ เหลือ 25 เซนต์ (ประมาณ 362 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง) เพราะได้นำไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานน้ำซึ่งเคยถูกทิ้งไปใช้งานจริง

เรื่อง ‘ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม’ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาหลักของอุตสาหกรรมนี้ แบทตันอ้างอิงการศึกษา 4 ฉบับ รวมทั้งงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ที่ชี้ว่า “ค่าใช้พลังงานต่อธุรกรรม 1 รายการ” ที่หลายฝ่ายยกมาใช้อธิบายผลเสียจากบิตคอยน์ ‘ขาดความถูกต้องทางวิชาการ’ เพราะการใช้พลังงานขึ้นอยู่กับความยากของการขุดและกำลังประมวลผลที่เข้ามามากกว่าจำนวนธุรกรรมต่อหน่วย

ขณะที่ในเรื่อง ‘ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-waste)’ ที่เคยถูกวิจารณ์อย่างหนัก ก็มีรายงานใหม่จากเคมบริดจ์ในปี 2025 ว่าตัวเลขดังกล่าวถูกประเมินเกินจริงถึง 1,204% โดยตัวเลขที่ถูกต้องอยู่ที่ประมาณ 2.3 กิโลตันต่อปี เทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้าที่ 30 กิโลตันต่อปี

ประเด็นบวกอื่นๆ ที่เน้นย้ำคือ ‘อัตราการใช้พลังงานหมุนเวียนในอุตสาหกรรมการขุดบิตคอยน์’ ที่เพิ่มสูงเกิน 50% ตั้งแต่ปี 2025 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งโลก (ประมาณ 40%) ด้านการปล่อยคาร์บอนจากการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 39.8 ล้านตันต่อปี โดย 5.5% ของตัวเลขนี้ถูกหักล้างด้วยการลดการปล่อยมีเทนจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและก๊าซที่เกี่ยวข้องกับการขุดบิตคอยน์

อีกหนึ่งสัญญาณความเปลี่ยนแปลงในปี 2025 คือ ‘ความยากในการขุด’ (Mining Difficulty) ซึ่งมาถึงระดับ 148.2 ล้านล้านในการปรับค่าสุดท้ายปลายปี และคาดว่าจะขึ้นถึง 149 ล้านล้านในวันที่ 8 มกราคม 2026 โดยมี ‘ระยะเวลาการสร้างบล็อก’ เฉลี่ยที่ 9.95 นาที ซึ่งถือว่าเป็นเสถียรภาพที่สูงต่อเนื่อง

ในมุมทางภูมิรัฐศาสตร์ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้เปิดเผยเมื่อเดือนธันวาคมว่า กำลังพิจารณาแนวทางร่วมมือกับสหรัฐเพื่อบริหารโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริชเจียร่วมกันเพื่อใช้ขุดบิตคอยน์ด้วย นับเป็นอีก ‘สัญญาณสำคัญ’ ที่แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมขุดกับการเมืองระหว่างประเทศ และประเด็นการจัดการพลังงานในระดับโลก

*ความคิดเห็น: รายงานนี้ตอกย้ำว่า การขุดบิตคอยน์ไม่ใช่เพียงภาระของระบบพลังงาน แต่สามารถเป็น ‘ทรัพยากรที่ยืดหยุ่น’ ในการสนับสนุนระบบไฟฟ้าและลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่พึ่งพาพลังงานหมุนเวียนสูงหรือเครือข่ายไฟฟ้ายังพัฒนาไม่เต็มที่*

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1