เมตา(META) เดินหน้าเปลี่ยนทิศทางกลยุทธ์อย่างจริงจัง ด้วยการ ‘ลดพนักงาน’ ในฝ่ายเมตาเวิร์สลงถึง 10% เพื่อทุ่มทรัพยากรไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI) อย่างเต็มตัว ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนจุดโฟกัสจากอนาคตแห่งโลกเสมือน สู่ยุคของระบบอัจฉริยะที่จับต้องได้และมีศักยภาพในการเติบโตมากกว่า
เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) ตามรายงานของ New York Times บริษัทเมตาเตรียม ‘เลย์ออฟ’ พนักงานในฝ่ายรีอาลิตี้แล็บส์(Reality Labs) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่พัฒนาเมตาเวิร์ส คิดเป็นประมาณ 1,500 คนจากพนักงานทั้งหมดราว 15,000 คน โดยการปรับโครงสร้างครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนปรับลดงบประมาณในโปรเจกต์เมตาเวิร์ส พร้อมกับโยกเงินส่วนหนึ่งไปยังการพัฒนา AI และอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ
รีอาลิตี้แล็บส์เป็นผู้พัฒนาแว่น VR และแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำคัญอย่าง ‘Horizon Worlds’ และ ‘Horizon Workrooms’ โดยถือเป็นแกนหลักของวิสัยทัศน์เมตาเวิร์สที่เมตาผลักดันตั้งแต่เปลี่ยนชื่อบริษัทในปี 2021 อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพตลาดที่ชะลอตัวและตัวเลขผลประกอบการที่ไม่เป็นไปตามคาด บริษัทจึงเริ่ม ‘ทบทวนทิศทาง’ ของฝ่ายนี้อย่างจริงจัง
ในช่วงปีที่ผ่านมา เมตาได้เริ่มลดงบในโปรเจกต์เมตาเวิร์สลงอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเดือนธันวาคม 2025 ก็มีรายงานว่า บริษัทเตรียมหั่นงบเมตาเวิร์สสูงสุดถึง 30% และจัดสรรทรัพยากรเข้าสู่ธุรกิจ AI อย่างเข้มข้น ทำให้ราคาหุ้นของเมตาปรับตัวขึ้นทันทีหลังข่าวถูกเผยแพร่
ขณะเดียวกัน เมตายังเตรียม ‘เพิ่มงบ’ ในฝ่ายอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ อาทิ ‘แว่นอัจฉริยะ’ และ ‘เมตา นิวรัลแบนด์(Meta Neural Band)’ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ข้อมืออัจฉริยะ โดยตั้งเป้าใช้ AI เข้าร่วมในการพัฒนาอุปกรณ์ดังกล่าว เพื่อสร้างจุดแข็งใหม่ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด
ตั้งแต่เปิดตัวรีอาลิตี้แล็บส์ในปี 2020 เมตาต้องแบกรับ ‘ขาดทุน’ จากหน่วยงานนี้ไปแล้วถึง 70,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 103.1 แสนล้านบาท) โดยเฉพาะในไตรมาส 3 ปี 2025 ที่เพิ่งผ่านมา รีอาลิตี้แล็บส์ยังรายงาน ‘ผลขาดทุนจากการดำเนินงาน’ กว่า 4,400 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 64,815 ล้านบาท)
แม้เมตาเวิร์สจะเคยถูกมองว่าเป็น ‘เทรนด์แห่งอนาคต’ ทั้งในแวดวงคริปโตและเทคโนโลยี แต่ปัจจุบันตลาดกลับไม่ตอบรับอย่างที่เคยคาดหวัง แม้แต่แพลตฟอร์มดังอย่าง The Sandbox ก็มีผู้ใช้งานกระเป๋าเงินเพียง 776 รายต่อเดือน ขณะที่ Horizon Worlds ของเมตาถูกวิจารณ์ว่ามีผู้ใช้งานต่อวันไม่ถึง 900 ราย
อย่างไรก็ตาม มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ยังคง ‘เชื่อมั่นในศักยภาพของเมตาเวิร์ส’ โดยก่อนหน้านี้เขาเคยระบุว่า ปี 2025 จะเป็น ‘ปีเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ’ ของเทคโนโลยีนี้ และยังคงมีแนวโน้มว่าบริษัทจะไม่ทิ้งการลงทุนในระยะยาว
การปรับกลยุทธ์ครั้งนี้ของเมตา ถือเป็น ‘หมุดหมายสำคัญ’ ที่สะท้อนทิศทางใหม่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะในปี 2024 ที่บริษัทบิ๊กเทคอย่างกูเกิล(GOOGL) และไมโครซอฟท์(MSFT) ต่างก็เร่งพัฒนา AI เช่นกัน ซึ่งความคิดเห็นชี้ว่า การโยกย้ายบุคลากรและงบประมาณจากเมตาเวิร์สไปสู่ AI ของเมตา อาจกลายเป็นต้นแบบให้บริษัทเทคโนโลยีรายอื่นตัดสินใจตาม
‘AI กับเมตาเวิร์ส’ ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ที่แยกขาดกัน แต่กลายเป็นการเลือกทางเดินสำคัญของเทคโนโลยีแห่งอนาคต และเมตาคือหนึ่งในผู้วางตัวเลือกที่สร้างแรงสั่นสะเทือนวงการทั่วโลก
ความคิดเห็น 0