อินเจนิโก(Ingenico) ผู้ให้บริการเครื่องรับชำระเงินที่มีเครือข่ายการให้บริการในกว่า 120 ประเทศทั่วโลก ได้จับมือกับแพลตฟอร์มวอลเล็ตร่วม ‘WalletConnect Pay’ เพื่อเปิดตัวบริการชำระเงินด้วยสเตเบิลคอยน์แบบ ‘ออฟไลน์’ โดยไม่ต้องใช้บัตร การร่วมมือนี้จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถโอนเงินจากกระเป๋าอีเธอเรียม(ETH) โดยตรงเพื่อชำระเงินผ่านเครื่องของอินเจนิโก นับเป็นก้าวสำคัญของการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้งานในโลกจริง
บริการใหม่นี้เปิดทางให้ผู้ใช้งานวอลเล็ตที่รองรับ WalletConnect เช่น เมตามาสก์(MetaMask) หรือ ทรัสต์วอลเล็ต(Trust Wallet) สามารถใช้สเตเบิลคอยน์เช่น ดอลลาร์คอยน์(USDC), ยูโรคอยน์(EURC) และ เทเธอร์(USDT) เพื่อชำระค่าสินค้าโดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิตหรือเดบิต โดยการชำระเงินจะเริ่มบนเครื่องรูดของอินเจนิโก และข้อมูลจะถูกส่งผ่านโครงสร้างพื้นฐานของ WalletConnect Pay ไปยังผู้ให้บริการรับชำระ
ที่สำคัญ ระบบการชำระเงินใหม่นี้ไม่ขึ้นอยู่กับเครือข่ายเดิมของวีซ่า(Visa) หรือมาสเตอร์การ์ด(Mastercard) แต่เป็นการส่งเงินโดยตรงจากวอลเล็ตของผู้ใช้ไปยังผู้ให้บริการของร้านค้า ซึ่งถือเป็นการเน้นบทบาทของ *สเตเบิลคอยน์* ในฐานะ ‘ช่องทางการชำระเงินและการชำระหนี้ (settlement rail)’ ที่สมบูรณ์
ตามข้อมูลจากอินเจนิโก ในขณะนี้มีเครื่องรับชำระกว่า 400,000 เครื่องทั่วโลกที่สามารถรองรับการใช้งานฟีเจอร์นี้ได้โดยไม่ต้องอัปเกรดฮาร์ดแวร์เพิ่มเติม ทั้งนี้ การใช้งานจริงจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ให้บริการและร้านค้าที่เข้าร่วม อินเจนิโกระบุว่า “ลูกค้าทุกคนสามารถเปิดใช้บริการชำระเงินด้วยสเตเบิลคอยน์ได้ และขั้นสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของร้านค้าและพันธมิตรด้านการรับชำระ”
ร้านค้ายังสามารถเลือกว่าจะเก็บรักษา *สเตเบิลคอยน์* ที่ได้รับไว้ หรือจะแปลงเป็นสกุลเงินทั่วไปตามต้องการ กระบวนการขอคืนเงินก็สามารถทำได้ผ่านแดชบอร์ดด้วยคลิกเดียว หรือระบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยรักษาความต่อเนื่องของงานหลังบ้าน
เจสส์ ฮอลเกรฟ(Jess Houlgrave) ซีอีโอของ WalletConnect เปิดเผยว่า โครงสร้างใหม่นี้มี *ค่าธรรมเนียมต่ำ* กว่าระบบของบริษัทบัตรเครดิตแบบเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องชำระเงินข้ามพรมแดน ค่าใช้จ่ายจะถูกกำหนดจากข้อตกลงร่วมกันระหว่าง อินเจนิโก, WalletConnect และผู้ให้บริการ รับประกันได้ว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รับผลตอบแทนอันเหมาะสม
ด้วยกระบวนการ *ชำระเงินที่รวดเร็ว* ฟีเจอร์ใหม่นี้จึงสามารถช่วยลดภาระเงินทุนหมุนเวียนของร้านค้าได้อย่างดี โดยในเฟสแรกของการให้บริการจะรองรับเครือข่ายต่างๆ เช่น อีเธอเรียมเมนเน็ต, เบส(Base), อาบิทรัม(ARB) และโพลิกอน(MATIC) โดยจะมีการขยายไปยังเชนอื่นอย่าง ออปทิมิซึม(OP) และ โซลานา(SOL) ในอนาคต
ฮอลเกรฟยังกล่าวอีกว่า แม้ *สเตเบิลคอยน์* จะเป็นจุดเริ่มต้นของการชำระเงินจริงผ่านคริปโต แต่พวกเขาวางแผนที่จะรองรับ บิตคอยน์(BTC) และ อีเธอเรียม(ETH) เพิ่มเติมในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญสู่การสร้าง ‘ระบบรับชำระที่รองรับคริปโตเต็มรูปแบบ’
ฟลอริส เดอ คอร์ท(Floris de Kort) ซีอีโอของอินเจนิโก กล่าวว่า นี่คือการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ “ต้องการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลได้อย่างสะดวกเหมือนบัตรทั่วไป” ซึ่งตอกย้ำแนวโน้มที่ว่า *ตลาดสเตเบิลคอยน์กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว* เพื่อรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
หนึ่งในนักลงทุนชั้นนำของวงการคริปโตอย่าง ฮาชิบ คูเรชี(Haseeb Qureshi) จากบริษัท ดรากอนฟลาย เห็นว่า “ปี 2026 จะเป็นปีทองของการชำระเงินด้วยสเตเบิลคอยน์” และถือเป็นสัญญาณว่า *คริปโตกำลังเข้าสู่กระแสหลักของเศรษฐกิจ*
เขายังกล่าวเสริมว่า การเติบโตของแพลตฟอร์ม ‘เรน(Rain)’ ซึ่งเชื่อมโยงการชำระเงินด้วยสเตเบิลคอยน์กับบัตรเครดิต ก็เป็นอีกกรณีศึกษา โดยเรนมีการเติบโตกว่า 30 เท่าในปีที่ผ่านมา และระดมทุนได้ราว 3,686 ล้านบาท ทำให้มูลค่าบริษัทอยู่ที่ประมาณ 2.9 หมื่นล้านบาท หรือมากกว่า $2 พันล้าน
*ความคิดเห็น*: หากการใช้งานในร้านค้าออฟไลน์สามารถขยายตัวได้ตามเป้า พร้อมกับข้อกำหนดด้าน ‘ความชัดเจนของกฎระเบียบ’ และ ‘ความสะดวกในการใช้งาน’ ปี 2026 อาจเป็นจุดเปลี่ยนของระบบชำระเงินด้วยคริปโตอย่างแท้จริง นำไปสู่การยอมรับในวงกว้างและการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ความคิดเห็น 0