มูลนิธิอีเธอเรียม(Ethereum) ได้เปิดเผยแผนพัฒนาเชิงเทคนิคสำหรับการนำระบบการตรวจสอบด้วยหลักฐานความรู้ศูนย์(zero-knowledge proof) มาใช้ในการตรวจสอบบล็อกบนเครือข่ายเมนเน็ตของอีเธอเรียม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้อาจพลิกโฉมกระบวนการตรวจสอบธุรกรรมและบล็อกของระบบอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อวันที่ 15 ที่ผ่านมา โทมาซ สตานชัก(Tomasz K. Stańczak) ผู้อำนวยการร่วมของมูลนิธิอีเธอเรียม ได้โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X เพื่อแนะนำโรดแมปฉบับนี้ โดยเป้าหมายหลักคือการนำระบบ zkEVM ซึ่งเป็นการตรวจสอบธุรกรรมโดยไม่ต้องประมวลผลซ้ำ มาใช้กับเครือข่ายหลักรูปแบบ L1 ของอีเธอเรียม แผนดังกล่าวครอบคลุมการทำงานร่วมกันระหว่างคลไคลเอนต์ที่ใช้ในการประมวลผล การเข้าถึงสถานะข้อมูล บล็อกความปลอดภัย และพื้นฐานด้านความปลอดภัยของระบบ zkVM
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของแผนนี้คือการเปลี่ยนจากกลไก ‘ประมวลผลซ้ำ’ ของผู้ตรวจสอบปัจจุบัน ไปสู่ระบบที่ใช้ ‘หลักฐาน’ ในการยืนยันความถูกต้องของบล็อก กล่าวคือ ไม่จำเป็นต้องประมวลผลธุรกรรมใหม่ทั้งหมด แต่ใช้หลักฐาน zk เพื่อยืนยันว่าการประมวลผลนั้นถูกต้องจริง โดยในระบบใหม่นี้ คลไคลเอนต์การประมวลผลจะสร้างชุดข้อมูลที่เรียกว่า ‘ExecutionWitness’ ซึ่งจะถูกแปลงเป็นหลักฐานแบบ zk ผ่านโปรแกรม zkEVM ที่ได้มาตรฐาน และคลไคลเอนต์การประมวลผลฉันทามติก็จะใช้หลักฐานนั้นเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของบล็อก
โรดแมปยังครอบคลุมการพัฒนาการเชื่อมต่อ RPC ที่เป็นมิตรกับ zk มากขึ้น โดยยึดตามแนวทางของโครงข่ายโคนา(Kona) ใน Optimism ที่ให้เครื่องมือสำหรับการดีบักระบบบนเครือข่าย
จุดเด่นอีกประการอยู่ที่การจัดการ ‘รายการการเข้าถึงสถานะระดับบล็อก’ หรือ BALs ซึ่งมีบทบาทในการระบุว่าในแต่ละบล็อกมีการเข้าถึงสถานะข้อมูลใดบ้าง ซึ่งระบบนี้แม้จะถูกพิจารณามาหลายครั้งก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่ได้นำมาใช้จริงในการอัปเกรดก่อนหน้า การใช้งาน zkEVM ยังรวมถึงการพัฒนาโปรแกรมสแตติกที่ไม่ขึ้นกับสถานะ (stateless logic) เพื่อตรวจสอบว่าบล็อกสามารถสร้างสถานะที่ถูกต้องได้หรือไม่ โดยต้องรองรับการใช้งานข้ามแพลตฟอร์ม zkVM ต่างๆ
เพื่อรองรับการนำหลักฐาน zk ไปใช้จริงในระดับคลไคลเอนต์การฉันทามติ จำเป็นต้องมีการออกแบบมาตรฐานใหม่ ทดสอบฟังก์ชันของระบบ และวางแผนการปรับใช้งานเพิ่มเติม รวมถึงข้อเสนอที่จะจัดเก็บข้อมูลหลักฐานบางส่วนในรูปแบบ ‘บลอบส์’ เพื่อประหยัดพื้นที่และเพิ่มความเร็วในการเข้าถึง
ด้านการดำเนินงาน ระบบใหม่นี้จะเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างหลักฐานผ่านการทดสอบด้วย GPU การตรวจสอบจุดคอขวดด้านประสิทธิภาพ และการเปิดใช้งานเครื่องมืออย่าง ‘zkboost’ รวมถึงการผสานการทำงานกับแอปพลิเคชันโดยเฉพาะ เช่น Ethproofs และ Ere เพื่อรองรับกระบวนการตรวจสอบแบบใหม่
นอกจากนี้ยังมีการวางแผนติดตามค่าชี้วัดสำคัญ เช่น เวลาการสร้าง ExecutionWitness เวลาการสร้างและการตรวจสอบหลักฐาน และการกระจายข้อมูลบนเครือข่าย ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับเปลี่ยนค่าแก๊สใหม่ในอนาคต สำหรับธุรกรรมที่ใช้ zk หนักเป็นพิเศษ
ในด้านความปลอดภัย มูลนิธิอีเธอเรียมตั้งเป้ามุ่งลดความเสี่ยงผ่านการสร้างซอฟต์แวร์ที่สามารถถูกสร้างซ้ำได้ เสริมความน่าเชื่อถือด้วยลายเซ็นดิจิทัล มีระบบรักษาความปลอดภัยในการจัดส่ง และพัฒนารูปแบบการประเมินภัยคุกคามอย่างมีแบบแผน โดยโรดแมปนี้ยังอยู่ระหว่างการประเมินภายใต้ระบบ ‘go/no-go’ เพื่อพิจารณาว่าควรเดินหน้าต่อหรือไม่
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการลดภาระการตรวจสอบทันทีหลังจากการสร้างบล็อก ด้วยการเสนอให้แยกระหว่างผู้เสนอและผู้สร้างบล็อก (ePBS) เพื่อขยายเวลาการตรวจสอบจาก 1–2 วินาที เป็น 6–9 วินาที ซึ่งอาจนำไปใช้จริงในการอัปเกรดระดับฮาร์ดฟอร์กในปี 2026 ภายใต้ชื่อ ‘กลามสเตอร์ดัม(Glamsterdam)’
แผนนี้ถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการทำให้ ‘การตรวจสอบด้วยหลักฐานความรู้ศูนย์’ กลายเป็นจริงในเครือข่าย L1 ของอีเธอเรียม โดยหากแผนดำเนินได้สำเร็จ จะทำให้ระบบยืนยันบล็อกมีความเร็ว ปลอดภัย และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความซับซ้อนของเทคโนโลยี โครงการยังคงต้องใช้เวลาและการทดสอบอย่างรอบด้านก่อนจะสามารถใช้งานจริงได้อย่างเต็มรูปแบบ
ณ เวลาที่มีการรายงานข่าว อีเธอเรียม(ETH) มีราคาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 3,300 ดอลลาร์ หรือราว 486,900 บาท
ความคิดเห็น 0