อีเธอเรียม(ETH) กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ด้วยจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้นจนแซงหน้าเครือข่ายเลเยอร์ 2 (L2) ชั้นนำหลายแห่ง ขณะเดียวกัน ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมก็ร่วงลงสู่ ‘ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์’ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า แพลตฟอร์มนี้ยังคงพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งทั้งในแง่ประสิทธิภาพและต้นทุน
ตามข้อมูลจากแพลตฟอร์มวิเคราะห์ตลาดบล็อกเชน นานเซน (Nansen) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อีเธอเรียมมีจำนวน ‘ที่อยู่ผู้ใช้งานที่ใช้งานจริง’ อยู่ที่ 791,000 ซึ่งมากกว่าจำนวนผู้ใช้งานในเครือข่าย L2 ชั้นนำอย่าง เบส(Base), อาร์บิทรัม(ARB) และออปติมิซึม(OP) นอกจากนี้ ค่าธรรมเนียมเฉลี่ยต่อธุรกรรมบนอีเธอเรียมในวันเดียวกัน อยู่เพียง 0.15 ดอลลาร์ (ประมาณ 221 บาท) ลดลงมากกว่า 98% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 11 ดอลลาร์ (ประมาณ 16,230 บาท)
จำนวนผู้ใช้งานที่ใช้งานจริงพุ่งขึ้นถึง 71% ภายในปีเดียว โดยเมื่อปีก่อนอยู่ที่ประมาณ 460,000 ที่อยู่ และแนวโน้มยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนธุรกรรมต่อวันเมื่อวันอังคารทะลุ 2.1 ล้านรายการ ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และค่าธรรมเนียมยังคงรักษาระดับต่ำอยู่ที่ 0.15 ดอลลาร์
ย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2021 ถึงกลางปี 2022 ซึ่งเป็นยุคเฟื่องฟูของดีไฟน์(DeFi) และ NFT ค่าธรรมเนียมบนอีเธอเรียมเคยพุ่งขึ้นสูงกว่า 200 ดอลลาร์ (ประมาณ 295,000 บาท) ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดด้านการเข้าถึง และเร่งการพัฒนาเครือข่ายเสริมในรูปแบบ L2 โดยเฉพาะในปี 2023 ที่ เบส ของบริษัท คอยน์เบสเข้าสู่ตลาด
ปัจจัยที่ทำให้ค่าธรรมเนียมลดลงอย่างมาก เกิดจากชุดการอัปเกรดโปรโตคอลในปี 2025 โดยในเดือนพฤษภาคม การเปิดตัว ‘เพกทรา’ (Pectra) ได้ขยายขนาดของบล็อบ (blob) หรือข้อมูลที่ใช้เก็บธุรกรรมซึ่งช่วยให้เฟรมเวิร์กประเภทโรลอัปสามารถประมวลผลข้อมูลในต้นทุนที่ต่ำลง และในวันที่ 3 ธันวาคม ‘ฟูซากะ’ (Fusaka) ได้รับการใช้งานเพิ่มเติม ทำให้ผู้ตรวจสอบสามารถตรวจสอบธุรกรรมได้โดยไม่ต้องดาวน์โหลดข้อมูลบล็อบทั้งหมด แต่ใช้เพียงตัวอย่างบางส่วนเท่านั้น
นักพัฒนาเริ่มนำอีเธอเรียมกลับมาใช้เป็นเลเยอร์สำหรับการเคลียร์ธุรกรรมมากขึ้น ตามข้อมูลจากโทเคนเทอร์มินอล(Token Terminal) ในไตรมาส 4 ของปี 2025 จำนวนสมาร์ตคอนแทรกต์ใหม่บนอีเธอเรียมอยู่ที่ 8.7 ล้านฉบับ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่มีการบันทึกมา
ด้าน วิทาลิก บูเทอริน(Vitalik Buterin) ผู้ร่วมก่อตั้งอีเธอเรียม กล่าวผ่านแพลตฟอร์ม X (เดิมคือทวิตเตอร์) เมื่อวันจันทร์ว่า เป้าหมายสำคัญคือการสร้างเครือข่ายที่สามารถทำงานได้แม้ไม่มีนักพัฒนาเข้ามาดูแล โดยต้องผ่าน ‘การทดสอบวอล์กอะเวย์’ (walkaway test) ซึ่งหมายถึง ระบบยังสามารถทำงานได้แม้ผู้สร้างจะหายไป
เขายังระบุเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับเป้าหมายนี้ ได้แก่ ‘ความต้านทานต่อควอนตัม’, ‘โครงสร้างสถาปัตยกรรมที่ขยายได้หลายพันเท่า’, ‘การจัดเก็บสถานะที่ยั่งยืนหลายสิบปี’, ‘โมเดลบัญชีแบบทั่วไป’, ‘ระบบ PoS ที่กระจายศูนย์และยั่งยืน’ รวมไปถึง ‘โมเดลการสร้างบล็อกที่ต้านทานต่อการรวมศูนย์’ พร้อมย้ำว่า ต้องบรรลุหนึ่งในเป้าหมายเหล่านี้ทุกปี
นอกจากนี้ อัปเกรดยักษ์ใหญ่ที่ผู้ใช้งานตั้งตารอคือ ‘แกลมสเตอร์ดัม’ (Glamsterdam) ซึ่งมีกำหนดเกิดขึ้นในปี 2026 โดยจะเพิ่มฟีเจอร์การประมวลผลแบบขนานเต็มรูปแบบ และดันเพดานแก๊สจาก 60 ล้านเป็น 200 ล้าน เพื่อเป้าหมายการรองรับความเร็วกว่า 10,000 ธุรกรรมต่อวินาที
‘ความคิดเห็น’: ทั้งการเติบโตของผู้ใช้งานจำนวนมาก ค่าธรรมเนียมที่ต่ำที่สุด และการอัปเกรดระบบอย่างต่อเนื่อง สะท้อนชัดว่าอีเธอเรียมไม่ได้เป็นเพียงแค่บล็อกเชนยุคแรก แต่กำลังก้าวไปสู่การเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานหลัก’ ที่มีศักยภาพรองรับเทคโนโลยีในอนาคตกว่าหลายสิบปีข้างหน้า
ความคิดเห็น 0