Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

วิตาลิกเสนอ 'การทดสอบวอล์กอะเวย์' ชี้อีเธอเรียม(ETH) ควรอยู่รอดได้แม้ไม่มีทีมพัฒนา

วิตาลิกเสนอ 'การทดสอบวอล์กอะเวย์' ชี้อีเธอเรียม(ETH) ควรอยู่รอดได้แม้ไม่มีทีมพัฒนา / Tokenpost

วิตาลิก บูเทอริน ผู้ร่วมก่อตั้งอีเธอเรียม(ETH) เสนอแนวคิด ‘การทดสอบวอล์กอะเวย์’ (Walkaway Test) เพื่อทดลองว่าเครือข่ายอีเธอเรียมสามารถอยู่รอดได้หรือไม่ หากไม่มีทีมพัฒนาหลักคอยดูแล โดยเปรียบเทียบอีเธอเรียมว่า ควรเป็น ‘เครื่องมือ’ ที่ใช้งานได้ทุกเมื่อ เหมือนค้อน ไม่ใช่ระบบที่ต้องคอยซ่อมแซมตลอดเวลา ความปลอดภัยและความไว้วางใจในระยะยาวควรมีอยู่แม้ไม่มีการพัฒนาเพิ่มเติม ซึ่งนำไปสู่คอนเซปต์ ‘การแข็งตัวของเครือข่าย’ (Ossification) ที่เน้นให้อีเธอเรียมมั่นคงในโครงสร้างปัจจุบัน

หนึ่งในความท้าทายหลักที่บูเทอรินกล่าวถึง คือ ‘ความเสี่ยงด้านควอนตัม’ ซึ่งเกิดจากการมาถึงของคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่อาจเจาะระบบเข้ารหัสในปัจจุบันได้ เขาย้ำว่า อีเธอเรียมควรเริ่มวางแผนรับมือเชิงโครงสร้างอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้เสียเปรียบเมื่อเทคโนโลยีเกิดขึ้นจริง ตามข้อมูลจากสำนักงานมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติของสหรัฐฯ (NIST) แม้คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะยังไม่สามารถทำลายการเข้ารหัสได้ทันที แต่หากไม่เตรียมพร้อมตั้งแต่ตอนนี้ จะกลายเป็นความเสี่ยงในอนาคต เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงระบบเข้ารหัสหนึ่งระบบ อาจใช้เวลานานถึง 10–20 ปี

ทั้งนี้ NIST ได้เผยแพ้มาตรฐานการเข้ารหัสต้านควอนตัมชุดแรกในปี 2024 หน่วยงานอย่างศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติของอังกฤษ (NCSC) ยังตั้งเป้าการย้ายระบบทั้งหมดภายในปี 2035 อีกปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม คือ การที่แฮกเกอร์อาจเก็บข้อมูลไว้ก่อน แล้วใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัมถอดรหัสในภายหลัง ซึ่งหมายความว่าความเสี่ยงควอนตัมไม่ใช่เรื่องของอนาคตล้วนๆ แต่เป็น ‘ภัยคุกคามที่เริ่มต้นแล้วในวันนี้’

บูเทอรินชี้ว่า อีเธอเรียมจะต้องเปลี่ยนโครงสร้างบัญชีเพื่อสร้างความยืดหยุ่นในด้านการเซ็นลายมือชื่อ โดยเปลี่ยนจากระบบเดิมที่ใช้ลายเซ็นแบบเส้นโค้งวงรี (ECDSA) ไปสู่โครงสร้างบัญชีแบบนามธรรม (Account Abstraction) ซึ่งรองรับวิธีการตรวจสอบธุรกรรมรูปแบบต่างๆ อีเธอเรียมได้เริ่มใช้แนวทางนี้ตั้งแต่มีนาคม 2023 ผ่านข้อเสนอ EIP-4337 โดยมีผู้ใช้งานกว่า 26 ล้านบัญชี และมียอดคำสั่งผู้ใช้สะสมมากกว่า 170 ล้านรายการภายในปี 2025

นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบกับอัลกอริทึมเซ็นชื่อใหม่ เช่น ‘ฟอลคอน’ (Falcon) ซึ่งมีคุณสมบัติต้านทานคอมพิวเตอร์ควอนตัม แม้ยังอยู่ในช่วงทดลอง แต่โครงสร้างพื้นฐานที่เตรียมไว้ก็เปิดโอกาสให้อีเธอเรียมปรับตัวได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์เหล่านี้ยังไม่ได้ถูกใส่เข้าระบบหลัก โดยอยู่ในแผนงาน ‘Splurge’ เท่านั้น

การเตรียมพร้อมรับมือยังครอบคลุมไปถึงทั้งผู้ใช้งานทั่วไปและผู้ตรวจสอบในระบบที่ใช้กลไกพิสูจน์ด้วยสัดส่วนเงินเดิมพัน (PoS) โดยต้องปรับเปลี่ยนทั้งลายมือชื่อ ECDSA และแบบ BLS12-381 ที่ใช้กับนักตรวจสอบ ข้อเสนอรวมถึงการออกแบบระบบใหม่ที่สามารถหมุนเวียนคีย์และโครงสร้างการเซ็นอย่างปลอดภัย โดยไม่กระทบประสบการณ์ผู้ใช้ วิธีการนี้เปรียบเสมือน ‘อัปเกรดเชิงโครงสร้างแบบไร้สัญญา’ ที่ช่วยให้ระบบมีความยืดหยุ่นสูงขึ้น โดยไม่ต้องปลุกกระแสความตื่นตระหนกในเครือข่ายทั้งหมด

แนวคิด ‘ระบบที่ไม่ต้องมีใครมาช่วยเหลือ’ คือหัวใจของการทดสอบวอล์กอะเวย์ของบูเทอริน เขามองว่าอีเธอเรียมควรดำรงอยู่ได้แม้ไม่มีการอัปเกรดใหม่ โดยไม่ต้องพึ่งพาทีมพัฒนาในการแก้ปัญหาฉุกเฉิน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ ‘ลดความเชื่อมั่นในบุคคล’ (Trust Minimization) ที่ระบบสามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง "อีเธอเรียมควรมีคุณค่าแม้จะไม่มีฟีเจอร์ใหม่" บูเทอรินกล่าว พร้อมเพิ่มว่า ระบบที่มีกลุ่มเล็กๆ คอยเข้าไปช่วยเหลือตลอดเวลา ไม่ถือเป็นการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง

‘ถ้าอีเธอเรียมใกล้ถึงจุดที่สมบูรณ์จริงๆ การทดสอบต่อไปควรเป็นการทำให้กลายเป็นเทคโนโลยีที่ไม่จำเป็นต้องขยับ’ นี่คืออีกก้าวของอีเธอเรียมในเส้นทางสู่โครงสร้างที่แข็งแกร่งทั้งในทางเทคนิคและอุดมการณ์

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1