เม็กซีเวนเจอร์ส(MEXC Ventures) บริษัทด้านการลงทุนร่วมทุนระดับโลก ประเมินว่า *ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลโลกภายในปี 2026* จะเข้าสู่ ‘ช่วงการเติบโตอย่างมีระบบภายใต้กรอบกฎหมายที่ชัดเจน’ โดยมีปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนสู่ความน่าเชื่อถือและความยั่งยืนของอุตสาหกรรม ได้แก่ การบรรจุสเตเบิลคอยน์เข้าสู่ระบบการเงิน, การเกิดขึ้นของดีไฟในระบบมีใบอนุญาต และการสร้างมาตรฐานภาษีระดับโลกโดย OECD
รายงานของเม็กซีเวนเจอร์สระบุว่า การเริ่มใช้กฎหมาย MiCA ของยุโรปอย่างครบถ้วน และความชัดเจนในกรอบสินค้าและหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ *คริปโตกลายเป็นสินทรัพย์เสริมของระบบการเงินดั้งเดิม* อีกทั้งยังเอื้อต่อการหลั่งไหลของเงินทุนจากสถาบันเข้ามาในวงการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือ *การออกกฎหมายรองรับสเตเบิลคอยน์* ทั้งในยุโรปและสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการอนุญาตให้ผู้ออกเหรียญมีใบอนุญาตระดับสหพันธรัฐ หรือการกำหนดให้ทุนสำรองต้องอยู่ในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาล นอกจากนี้ ผู้ถือครองยังมี ‘สิทธิทางกฎหมายในการแลกเปลี่ยนเป็นเงินเฟียตได้ทุกเมื่อ’ ซึ่งทำให้สเตเบิลคอยน์มีแนวโน้มเปลี่ยนบทบาทจากเครื่องมือเทรดไปสู่ ‘หัวใจของระบบชำระเงินระดับโลก’
ในด้านของความโปร่งใส *ตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลจะถูกปรับปรุงด้านความเชื่อมั่นอย่างมีนัยสำคัญ* ผ่านข้อกำหนดให้แยกเก็บสินทรัพย์ของลูกค้าอย่างชัดเจน และใช้ผู้ดูแลสินทรัพย์อิสระในการปกป้องสิทธิ์ โดยกระบวนการอนุมัติเหรียญจะเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตรวจสอบได้ พร้อมเงื่อนไขการเปิดเผยข้อมูลที่เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อลดโอกาสเกิดการปั่นราคาและการเทรดอย่างไม่ยุติธรรม
ภาคีด้านดีไฟ(DeFi) เองก็จะเข้าสู่ *การพัฒนาร่วมกับภาครัฐ* โดยมีการออกแบบพูลสภาพคล่องให้ต้องผ่านการอนุมัติ, ผนวกเทคโนโลยี ‘การพิสูจน์แบบไม่มีการเปิดเผยข้อมูล’ (ZK-Proof) เสริมความปลอดภัย และกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบ Smart Contract รายงานนี้เรียกการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า *“ดีไฟในระบบ”* ซึ่งถูกมองว่าเป็นโมเดลนวัตกรรมทางการเงินที่มี ‘ต้นทุนต่ำแต่มีประสิทธิภาพสูง’
ด้านภาษี การกำหนดใช้มาตรฐาน *การรายงานสินทรัพย์ดิจิทัลของ OECD* (CARF) ควบคู่กับ *กฎการโอนข้อมูลจาก FATF* จะทำให้อัตราการแลกเปลี่ยนข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศมีมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการควบคุมการเคลื่อนย้ายทุนระหว่างแพลตฟอร์มที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับและแพลตฟอร์มที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะช่วย ‘ลดพื้นที่สีเทาทางภาษี’ และปิดโอกาสทำกำไรจากช่องว่างกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ
หากดูตามประเภทของสินทรัพย์ เม็กซีเวนเจอร์สมองว่า *บิตคอยน์(BTC)* จะยิ่งตอกย้ำสถานะ ‘สินค้าเพื่อเก็บมูลค่าระยะยาว’ ด้วยความชัดเจนด้านกฎหมาย ขณะที่ *อีเธอเรียม(ETH)* จะกลายเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน’ สำหรับบริการที่ใช้ Smart Contract โดยมีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยีและข้อบังคับ ส่วน *เหรียญทางเลือก (altcoins)* และโทเคนที่มีสินทรัพย์จริงหนุนหลัง (RWA) คาดว่าจะมีการแบ่งแยกบทบาทลงทุนมากขึ้น ขึ้นอยู่กับความสามารถในการผ่านกฎเกณฑ์
โดยสรุป เม็กซีเวนเจอร์สประเมินว่า *ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในปี 2026 จะเป็นมากกว่าระบบที่ถูกควบคุม แต่จะเป็นรากฐานของการเติบโตที่ยั่งยืน* ซึ่งการเข้าสู่ระบบกฎหมายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงภายในอุตสาหกรรม เสริมสร้างความเชื่อมั่น และปูทางให้คริปโตกลายเป็น ‘หนึ่งในฟันเฟืองของระบบการเงินโลก’ ในอนาคต
ความคิดเห็น 0