กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ถอนฟ้องคดีการซื้อขาย NFT โดยใช้ข้อมูลวงในของอดีตผู้บริหาร OpenSea อย่างเป็นทางการ หลังจากที่ศาลอุทธรณ์ได้กลับคำพิพากษาเดิม คดีนี้ซึ่งเริ่มต้นในเดือนมิถุนายน 2022 ได้รับความสนใจอย่างมากในฐานะ ‘คดีแรกของวงการ NFT’ ที่มีการดำเนินคดีฐานใช้ข้อมูลวงใน ก่อนจะสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการด้วยคำสั่ง ‘ยกฟ้องแบบไม่สามารถฟ้องซ้ำได้’
ตามรายงานเมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่าจะดำเนินการถอนฟ้องต่อจากข้อตกลงยุติคดีภายในหนึ่งเดือน นาธาเนียล แชสเทน(Nathaniel Chastain) อดีตหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ OpenSea ถูกจับกุมฐานซื้อล่วงหน้า NFT ที่มีแนวโน้มว่าจะได้รับการโปรโมตผ่านหน้าแรกของเว็บไซต์ เพื่อนำไปขายเก็งกำไรในภายหลัง โดยเขาถูกตั้งข้อหา ‘ฉ้อโกงผ่านระบบสื่อสาร’ และ ‘ฟอกเงิน’
จุดเปลี่ยนของคดีเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์เขต 2 ของสหรัฐฯ พิพากษายกเลิกคำตัดสินเดิม โดยระบุว่าคณะลูกขุนได้รับคำแนะนำที่ไม่ถูกต้องในการตีความว่า ‘พฤติกรรมที่ผิดจริยธรรม’ เพียงอย่างเดียวสามารถนำไปสู่การลงโทษทางอาญาได้หรือไม่
ผู้พิพากษาสตีเวน เมนาชี ที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม กล่าวในคำพิพากษาว่า "ข้อมูลที่แชสเทนใช้ไม่สามารถถือเป็นทรัพย์สินของบริษัทได้ และ OpenSea ก็ไม่ได้จัดการข้อมูลนั้นในลักษณะของสินทรัพย์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ" ส่งผลให้กระทรวงยุติธรรมยอมรับคำตัดสินและไม่ยื่นอุทธรณ์เพิ่มเติม
เจ คลาร์ก ผู้พิพากษาประจำเขตแมนแฮตตันกล่าวว่า "เนื่องจากจำเลยได้รับโทษจำคุกแล้ว 3 เดือน, ยอมถอนคริปโตที่ถือว่าได้จากการกระทำความผิดจำนวน 15.98 อีเธอเรียม(ETH) มูลค่าราว 6.9 ล้านบาท พร้อมทั้งเห็นว่าการยุติคดีจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐมากกว่าการพิจารณาใหม่"
คดีนี้เริ่มต้นจากเหตุการณ์ในช่วงกลางปี 2021 ซึ่งแชสเทนใช้กระเป๋าคริปโตแบบไม่เปิดเผยตัวตน ซื้อ NFT ก่อนการโปรโมตอย่างเป็นทางการโดยหวังเก็งกำไร 2-5 เท่าของมูลค่า เหตุการณ์ดังกล่าวถูกอัยการมองว่าเป็นการใช้ ‘ข้อมูลภายในเพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตัว’ และพยายามปูทางให้กลายเป็นคดีตัวอย่างสำหรับตลาด NFT ท่ามกลางข้อวิจารณ์จำนวนมากว่าเป็นการ ‘ยืมมือกฎหมายของตลาดหลักทรัพย์มาใช้แบบผิดวัตถุประสงค์’ เนื่องจาก NFT ยังไม่ถือเป็นหลักทรัพย์ตามนิยามทางกฎหมาย
ทีมทนายของแชสเทนได้ยื่นคำร้องกว่า 300 ฉบับต่อศาล โดยยืนยันว่า การตีความข้อมูลของบริษัทว่าเป็น ‘ทรัพย์สิน’ เป็นชุดความคิดที่กว้างเกินไปและอาจกระทบต่อกรอบกฎหมายในอนาคต
นอกจากนี้ การถอนฟ้องครั้งนี้ยังเป็นสัญญาณถึงจุดยืนใหม่ของหน่วยงานกำกับดูแลสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเน้นผ่อนคลายข้อบังคับต่อสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น รายงานของ Cornerstone Research ระบุว่า คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ดำเนินคดีเกี่ยวกับคริปโตทั้งหมดเพียง 13 คดีในปี 2025 ลดลงถึง 60% จากปี 2024 ที่มีจำนวน 33 คดี ซึ่งนับว่าเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017
SEC ได้ปิดการสอบสวน OpenSea อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 พร้อมทั้งถอนคดีที่เกี่ยวข้องกับบริษัทสำคัญในวงการอย่าง คอยน์เบส, คราเคน, คอนเซนซิส และคัมเบอร์แลนด์ ไปก่อนหน้านี้แล้วเช่นกัน
แชสเทนจะไม่อยู่ภายใต้การคุมประพฤติของหน่วยดูแลก่อนพิจารณาคดีของสหรัฐฯ อีกต่อไป และกำลังเข้าสู่ขั้นตอนเรียกเงินค่าปรับและค่าใช้จ่ายพิเศษที่เคยชำระไปกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.3 ล้านบาท) กลับคืน
อย่างไรก็ดี กรณีนี้ยังสะท้อนถึงความท้าทายของการวางกรอบกฎหมายให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะ NFT ที่ขณะนี้มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 2,560 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.7 หมื่นล้านบาท) ลดลงเกือบ 85% เทียบจากจุดสูงสุดเมื่อเดือนเมษายนปีก่อนที่ระดับ 1.68 หมื่นล้านดอลลาร์ คดีแชสเทนจึงได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า ยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอในกฎหมายต่อสินทรัพย์ดิจิทัล และจำเป็นต้องมีแนวทางที่ชัดเจนยิ่งกว่านี้เพื่อประโยชน์ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในอนาคต
ความคิดเห็น 0