พายคอยน์(PI) ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านราคาอย่างต่อเนื่อง หลังเคลื่อนไหวทรงตัวตลอดเดือนมกราคม และล่าสุดร่วงลงใกล้ระดับต่ำสุดในเดือนตุลาคม 2025 โดยมี ‘ปริมาณเหรียญที่ปลดล็อก’ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความต้องการเข้าซื้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ นักลงทุนบางรายเริ่มแสดงความกังวลถึงความเป็นไปได้ของแรงขายที่อาจรุนแรงขึ้น
เมื่อวันที่ 23 พายคอยน์ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 0.19 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 276 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับจุดต่ำสุดเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แม้ตลาดคริปโตโดยรวมจะเข้าสู่ช่วงที่นักลงทุนยอมรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นและราคาสินทรัพย์หลักมีการกระเตื้องขึ้น แต่ราคา ‘พายคอยน์(PI)’ กลับยังแสดงทิศทางอ่อนแออย่างชัดเจน
ปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาคือ ‘การปลดล็อกโทเคน’ ซึ่งเกิดขึ้นในปริมาณอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานว่าปัจจุบันมีเหรียญพายคอยน์ถูกปลดล็อกเข้าสู่ตลาดมากกว่า 4.6 ล้านเหรียญต่อวัน หรือคิดเป็นมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐในแต่ละวัน เมื่อพิจารณากับระดับความต้องการซื้อที่ต่ำในปัจจุบัน ทำให้เกิดแรงขายต่อเนื่องและกดราคาให้เคลื่อนไหวในแนวโน้มขาลง
นอกจากนี้ ภายใน 30 วันข้างหน้ายังมีกำหนดปลดล็อกอีกกว่า 139 ล้านเหรียญ ซึ่งเมื่อเปรียบกับสภาพคล่องที่เบาบาง ก็ย่อมเป็นปัจจัยจำกัดโอกาสของการปรับขึ้นของราคาอย่างชัดเจน ‘ความคิดเห็น’ ระบุว่าอุปทานที่เพิ่มขึ้นลักษณะนี้อาจเป็นเหมือนเพดานราคาที่ฉุดการฟื้นตัวในอนาคต
อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญคือ ‘การที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดซื้อขายหลัก’ อย่างไบแนนซ์ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาเรื่องการเข้าถึงตลาดและค่า spread ที่สูงขึ้น ส่งผลต่อความน่าสนใจของพายคอยน์ในสายตาของนักลงทุนรายย่อย นอกจากนี้ สภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มกลับมาหลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยง ยังไม่เอื้อต่อโทเคนที่มีพื้นฐานอ่อนและพึ่งพาการเล่าเรื่องอย่าง ‘พายคอยน์’
คำถามสำคัญในตอนนี้คือพายคอยน์จะสามารถดึงดูดความต้องการซื้อมากเพียงพอในช่วงสั้น ๆ เพื่อรองรับเหรียญใหม่ที่เข้าสู่ระบบได้หรือไม่? หากไม่สามารถ และแรงซื้อยังไม่เพิ่มขึ้นเพียงพอ นักลงทุนอาจต้องเตรียมรับความเป็นไปได้ที่ราคาจะยังคงอ่อนค่าต่อไป
แม้พายคอยน์จะพยายามขับเคลื่อนระบบนิเวศให้แข็งแกร่งขึ้น ด้วยการเปิดตัวแอปใหม่ ‘Pi App Studio’, ระบบปฏิบัติการสำหรับนักพัฒนา ‘PiOS’ และจัดกิจกรรมลงคะแนนที่เกี่ยวข้องกับเมนเน็ตเมื่อวันที่ 22 มกราคมที่ผ่านมา แต่ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ยังคงไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงแนวโน้มราคาลงได้ในระยะสั้น
ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความสำคัญของ ‘โทเคโนมิกส์’ ซึ่งกลายเป็นปัจจัยชี้ชะตาความมั่นคงของโครงการในระยะยาว นักลงทุนควรติดตาม ‘ตารางการปลดล็อกโทเคน’ อย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาที่สำคัญในช่วงถัดไป
ความคิดเห็น 0