Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

วิตาลิก บูเทอรินเผยโรดแมป Self-Sovereign Computing: ปี 2026 จะเป็นยุคทองของการควบคุมข้อมูลด้วยตนเอง

วิตาลิก บูเทอริน(Vitalik Buterin) ผู้ร่วมก่อตั้งอีเธอเรียม(ETH) ได้ยกระดับแนวคิด ‘การควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลด้วยตัวเอง’ หรือ Self-Sovereign Computing อย่างจริงจัง โดยประกาศเลิกใช้บริการเทคโนโลยีแบบรวมศูนย์อย่างกูเกิลและเทเลแกรม พร้อมเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการใช้งานซอฟต์แวร์ไปสู่แพลตฟอร์มโอเพ่นซอร์สและไร้การควบคุมจากส่วนกลาง บูเทอรินระบุว่า ปี 2026 จะเป็น ‘ปีแห่งการกู้คืนอธิปไตยด้านการประมวลผล’ ซึ่งรวมถึงการปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ซอฟต์แวร์ทั่วไปและปัญญาประดิษฐ์(AI) แบบเต็มรูปแบบ

เมื่อไม่นานมานี้ เขาเผยแพร่รายละเอียดผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าตั้งแต่ปี 2025 ถึง 2026 เขาได้เปลี่ยนมาใช้ Fileverse แพลตฟอร์มเอกสารแบบกระจายศูนย์ แทน Google Docs และเปลี่ยนมาใช้เมสเซนเจอร์ Signal ซึ่งเข้ารหัสแบบครบวงจร แทนที่ Telegram โดยให้เหตุผลว่าข้อความพื้นฐานใน Telegram ไม่ถูกเข้ารหัส และข้อมูลเมตาเช่นเวลาและที่อยู่ IP ยังถูกจัดเก็บบนเซิร์ฟเวอร์ ทำให้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของหน่วยงานรัฐได้ง่าย ทั้งยังระบุว่า Signal มีการปกป้องข้อมูลผู้ใช้ได้ดีกว่า เนื่องจากไม่นิยมเก็บเมตาดาต้าเหล่านี้ไว้

เทรนด์การเลิกใช้เทคโนโลยีแบบรวมศูนย์ของบูเทอรินไม่ได้จำกัดแค่แอปแชตเท่านั้น เขายังทิ้ง Google Maps แล้วเลือกใช้ OpenStreetMap และ Organic Maps ที่ไม่มีการส่งข้อมูลพิกัดย้อนกลับแบบเรียลไทม์ เพิ่มความปลอดภัยด้านข้อมูลส่วนบุคคล นอกจากนี้ เขายังหันหลังให้ Gmail แล้วใช้อีเมลแบบเข้ารหัส Proton Mail แทน

ด้านโซเชียลมีเดีย บูเทอรินกำลังทดลองใช้แพลตฟอร์มแบบกระจายศูนย์และกำลังประเมินการใช้งานโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) บนเครื่องท้องถิ่นเอง แทนแพลตฟอร์มบนคลาวด์ โดยเขาระบุว่าแม้การใช้ AI บนเครื่องจะยังไม่ราบรื่นในบางจุด แต่ประสิทธิภาพได้เพิ่มขึ้นแบบ ‘ก้าวกระโดด’ ในช่วงปีที่ผ่านมา

เขายังกล่าวด้วยว่า วิสัยทัศน์ระยะยาวไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนเครื่องมือ แต่ต้องการสร้างระบบคอมพิวเตอร์สำหรับชีวิตประจำวันที่ไม่จำเป็นต้องส่งข้อมูลส่วนบุคคลไปยังเซิร์ฟเวอร์ โดยเทคโนโลยีที่เขาตั้งใจรวมถึง การพิสูจน์แบบ Zero-Knowledge (ZKP), สภาพแวดล้อมการประมวลผลที่เชื่อถือได้ (TEE) และเทคโนโลยีการกรองข้อมูลในอุปกรณ์ ความคิดเห็น: เป็นการผสมผสานที่เน้นความเป็นส่วนตัวในระดับโครงสร้าง

โดยแนวคิด Self-Sovereign Computing กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น ท่ามกลางการขยายตัวของ AI ที่ทำให้เกิดความต้องการด้านกำลังประมวลผลอย่างมหาศาล ในโมเดลนี้ ผู้ใช้จะควบคุมข้อมูลส่วนตัว ตัวตน และพลังประมวลผลของตัวเองเพื่อลดการพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่

นาโอมิ บร็อกเวล (Naomi Brockwell) นักเคลื่อนไหวด้านความเป็นส่วนตัวให้ความเห็นว่า “การรัน AI บนอุปกรณ์ของตัวเองคือหนทางเดียวที่ผู้ใช้จะรักษาอธิปไตยได้อย่างแท้จริง” เธอยอมรับว่าข้อจำกัดของฮาร์ดแวร์ยังคงเป็นอุปสรรค แต่ขณะเดียวกันก็เริ่มมีแพลตฟอร์มที่ให้การเข้าถึงโมเดล AI ที่แข็งแกร่งขึ้นโดยไม่ต้องลดระดับความเป็นส่วนตัวลง

ในขณะที่ภาครัฐและบริษัทต่างๆ ก็เริ่มประเมินกลยุทธ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ใหม่ บรรดานักวิเคราะห์คาดว่า ปี 2026 จะเป็นจุดเปลี่ยน ที่โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและพัฒนาโมเดล AI จะได้รับการยกให้เป็น ‘ทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์’ คล้ายกับน้ำมัน ซึ่งหมายถึงการแข่งขันทั้งระหว่างภาครัฐที่กำกับดูแลการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ และฝั่งประชาชนที่ต้องการใช้งานแบบเป็นส่วนตัวและควบคุมได้เอง

การเปลี่ยนแปลงของบูเทอรินจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงทิศทางใหม่ของชุมชนคริปโตและเทคโนโลยีกระจายศูนย์ ในยุคที่ AI และข้อมูลกำลังกลายเป็นแกนกลางของเศรษฐกิจ 2026 อาจไม่ใช่แค่หมุดหมายแห่งการเปลี่ยนผ่านเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของมาตรฐานใหม่ในโลกดิจิทัลที่ ‘ผู้ใช้’ คือศูนย์กลางของทุกอย่าง

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1