ไมเคิล เซย์เลอร์ ประธานบริหารของสเตรเทจี้(Strategy) เปิดเผยว่าบริษัทของเขากำลังพัฒนาบทบาทเป็นเหมือน 'ธนาคารกลางของบิตคอยน์(BTC)' โดยเน้นว่าระบบการลงทุนของบริษัทไม่ได้พึ่งพาเงินกู้ทั่วไป แต่ใช้โมเดลระดมทุนผ่านการออก 'หุ้นบุริมสิทธิถาวร' ซึ่งสะท้อนแนวคิดการเปลี่ยนโฉมจากบริษัทเทคโนโลยีสารสนเทศทั่วไปสู่ผู้เล่นสำคัญในการเชื่อมโยงโลกการเงินดั้งเดิมกับเครือข่ายคริปโต
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ระหว่างให้สัมภาษณ์กับ Gatecast เซย์เลอร์กล่าวว่า สเตรเทจี้กำลังสร้าง 'ผลิตภัณฑ์เครดิต' จากสินทรัพย์ที่เป็นบิตคอยน์มากกว่าการซื้อหาหนี้จากตลาดแบบดั้งเดิม พร้อมเสริมว่า "เราทำงานตรงข้ามกับธนาคารพาณิชย์" และเน้นว่า "เราดำเนินงานประหนึ่งเป็นธนาคารกลางของ BTC"
ตามข้อมูลล่าสุด ปัจจุบัน สเตรเทจี้ถือครองบิตคอยน์มูลค่าราว 48,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 69.8 ล้านล้านวอน หรือราว 1.83 ล้านล้านบาท) โดยได้รับเงินทุนจากการออกสินทรัพย์การเงินรูปแบบใหม่ เช่น STRC ที่มีลักษณะผูกค่าไว้กับดอลลาร์สหรัฐ โดยรายได้ที่ได้รับกลับถูกนำไปใช้ซื้อบิตคอยน์เพิ่มเติมต่อเนื่องหลายครั้ง
ในช่วง 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา บริษัทสามารถระดมทุนได้ถึง 44,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 63.9 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 1.68 ล้านล้านบาท) ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่เงินกู้แต่เป็นทุนของบริษัทเอง เซย์เลอร์เน้นว่า "ทุนของบริษัทไม่ใช่เลเวอเรจ เราใช้ทุนนี้เพื่อซื้อ BTC อย่างต่อเนื่อง"
สเตรเทจี้ยังเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การระดมทุนผ่าน 4 ขั้นตอน โดยจุดสูงสุดของการพัฒนาอยู่ที่การออก 'หุ้นบุริมสิทธิถาวร' ที่ไม่มีวันครบกำหนดคืนเงินต้น ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทหลีกเลี่ยงเลเวอเรจแต่ยังคงสามารถขยายทุนได้ เซย์เลอร์เสริมว่า "การจ่ายเงินปันผลต่อเนื่องมีความมั่นคงกว่า และให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการกู้เงินที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยช่วงเวลา 5 ปี"
เพื่อรองรับโมเดลใหม่นี้ สเตรเทจี้ยังจัดเตรียมเงินสำรองจ่ายเงินปันผลจำนวน 1,440 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.09 ล้านล้านวอน หรือกว่า 52,000 ล้านบาท) ซึ่งเพียงพอครอบคลุมระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี
เซย์เลอร์ยังระบุว่า เป้าหมายของการใช้บิตคอยน์คือการสร้างระบบเศรษฐกิจบน 'ทุนดิจิทัล' โดย STRC ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ 'เครดิตดิจิทัล' ที่เสริมการดำเนินงาน เช่นเดียวกับพันธบัตรระยะสั้นในระบบการเงินแบบดั้งเดิม ปัจจุบัน สเตรเทจี้สามารถระดมทุนจาก STRC ได้แล้วประมาณ 7,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา และคาดว่าตลาดรวมอาจเกิน 8,000 ล้านดอลลาร์
ในเชิงเปรียบเทียบ เซย์เลอร์ระบุว่าปริมาณการซื้อขายของ STRC อยู่ที่ 30 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ในขณะที่ STRETCH มีการซื้อขายสูงกว่า 100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการเข้าถึงตลาดการเงินแบบใหม่ โดย 'BTC คือทุน' และ 'STRC คือเครดิต' จึงสร้างระบบที่มีทั้งเสถียรภาพและความยืดหยุ่นในตัว
ย้อนกลับไปในช่วงปี 2020 เซย์เลอร์เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มต้นจากวิกฤตโควิด-19 และความวิตกกังวลต่อระบบเงินกระดาษแบบเดิม พร้อมระบุว่า “นี่คือลู่ทางในการออกจากโลกแบบเก่าที่มีข้อจำกัด ไปสู่สภาพแวดล้อมดิจิทัลที่มีศักยภาพมากกว่า”
ราคาบิตคอยน์ในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 89,250 ดอลลาร์ (ราว 2.9 ล้านบาท) และเซย์เลอร์ย้ำว่า BTC ถือเป็น ‘ทุนดิจิทัล’ ที่มาแทนทองคำในการเป็นสินทรัพย์เก็บมูลค่า โดยโมเดลของสเตรเทจี้อาจกลายเป็นกรณีศึกษาแห่งแรกในตลาดทุนว่าด้วยการออกแบบระบบการเงินที่มี BTC เป็นแกนหลัก — ความคิดเห็น: โมเดลอิง BTC ของสเตรเทจี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่ของระบบการเงินดิจิทัลทั่วโลก
ความคิดเห็น 0