บริษัทด้านการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีอย่างแอนเดรียเซน โฮโรวิตซ์หรือ a16z ได้เปิดเผยแนวคิดใหม่ที่เน้นให้มองคริปโตไม่ใช่แค่ ‘สินทรัพย์เพื่อการลงทุน’ แต่เป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานแบบกระจายศูนย์’ โดยเฉพาะในบริบทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีแนวโน้มจะรวมศูนย์สื่อกลางมากขึ้น ซึ่ง a16z มองว่า *บล็อกเชน* อาจเป็น ‘คำตอบสำคัญ’ โดยเสนอ *“11 รูปแบบการบรรจบกันระหว่าง AI และคริปโต”* ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาการรวมศูนย์แบบใหม่นี้
ข้อมูลนี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 ผ่านโพสต์ของทีมคริปโตของ a16z บนแพลตฟอร์ม X โดยพวกเขาระบุว่าเมื่อ *AI* เริ่มกลายเป็นอินเทอร์เฟซหลักของโลกออนไลน์ แพลตฟอร์มต่างๆ จะยิ่งควบคุมข้อมูลและรายได้มากขึ้น ขณะที่ผู้ใช้จะถูกลดบทบาทลง ซึ่ง a16z เชื่อว่า *บล็อกเชน* สามารถฟื้นคืนอำนาจในการควบคุมข้อมูล, ตัวตน และการเข้าร่วมทางเศรษฐกิจให้กับ ‘ผู้ใช้งานอย่างแท้จริง’
ตัวอย่างการใช้ AI และคริปโตที่น่าสนใจถูกแบ่งออกเป็น 3 หมวดหลัก ได้แก่ *‘การยืนยันตัวตน,’* *‘การชำระเงิน,’* และ *‘ความเป็นเจ้าของข้อมูล’* โดยเฉพาะด้าน ‘การยืนยันตัวตนแบบกระจายศูนย์(decentralized proof of personhood)’ ซึ่งเปิดโอกาสให้ระบบสามารถแยกแยะระหว่างมนุษย์กับบ็อตได้โดยไม่ต้องพึ่งการควบคุมจากหน่วยงานกลาง ทั้งนี้โครงการ *เวิลด์คอยน์(Worldcoin)* และ *Solana Attestation Service* บนเชนของโซลานา(SOL) ถูกยกตัวอย่างเป็นโซลูชันสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมตัวตนของตนเองได้แบบเต็มที่ผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล
ด้านการเงิน *a16z* ยังเสนอว่าบล็อกเชนจะมีบทบาทในการสร้างระบบ *ไมโครเพย์เมนต์* ระหว่าง AI, ครีเอเตอร์ และผู้ใช้งาน กล่าวคือในโลกที่ AI ใช้ข้อมูลจากภายนอกในการผลิตคอนเทนต์ บล็อกเชนสามารถช่วยให้ครีเอเตอร์ที่ผลิตเนื้อหาต้นฉบับได้รับรายได้โดยตรง หรือเมื่อเว็บครอเลอร์รวบรวมข้อมูล AI จากเว็บไซต์ต่างๆ ก็สามารถมีระบบจ่ายเงินให้เว็บนั้นได้ทันทีแบบไม่มีตัวกลาง
พวกเขาเสริมว่า ปัจจุบันมีความพยายามจากผู้ให้บริการรายใหญ่บางราย เช่น Cloudflare ที่เริ่มพัฒนา *ระบบบล็อก AI* เพื่อสกัดการเก็บข้อมูลอัตโนมัติของ AI ซึ่งตอกย้ำว่าการมี *โครงสร้างข้อมูลแบบกระจายศูนย์* มีความสำคัญยิ่งขึ้นในโลกที่ปัญญาประดิษฐ์เริ่มแผ่ขยายบทบาท
ไม่เพียงแค่ไซเบอร์โครงสร้างเท่านั้น แต่มุมหนึ่งที่น่าสนใจคือด้านการประมวลผล โดย a16z ได้กล่าวถึง ‘เครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพแบบกระจาย’ (DePIN) ที่จะช่วยใช้ทรัพยากรพลังงานและหน่วยประมวลผลจากอุปกรณ์ทั่วโลก เช่น เครื่อง PC หรือศูนย์ข้อมูล ที่ปกติไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ สำหรับ AI ได้อย่างคุ้มค่า และยังช่วยลดการพึ่งพาคลาวด์คอมพิวติ้งจากบริษัทขนาดใหญ่
ในด้านนี้ *อีเธอเรียม(ETH)* เองก็มีบทบาท โดย *วิตาลิก บูเทอริน* ผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่าย ได้แสดงเจตจำนงชัดเจนว่าควร ‘หลีกเลี่ยงโซเชียลมีเดียแบบรวมศูนย์’ และผลักดันช่องทางแบบกระจายศูนย์ให้มากขึ้น เขาเน้นว่าการมีตัวตนและคอนเทนต์ที่แยกเป็นอิสระจากแพลตฟอร์ม จะส่งเสริมการแข่งขันและลดปัญหาผูกขาด ขณะเดียวกันมูลนิธิอีเธอเรียมยังทดลองสร้างระบบพื้นฐานสำหรับ *การชำระเงินและการประสานงานของ AI Agent บนเชน* อีกด้วย
แม้ว่าแนวทางที่ a16z นำเสนอยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และไม่ได้คาดหวังว่าจะกลายเป็นโครงสร้างที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในเร็ว ๆ นี้ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือภาพรวมของแนวโน้มที่เทคโนโลยีทั้งสองด้านกำลังบรรจบเข้าหากัน และ *บล็อกเชน* ยังคงเป็นเทคโนโลยีหลักที่ตอบโจทย์ในเรื่อง *ตัวตน, การชำระเงิน และความเป็นเจ้าของข้อมูล*
*ความคิดเห็น*: เส้นทางสู่การผสาน AI และคริปโตอาจยังยาวไกล แต่หากสำเร็จ นี่อาจเป็นก้าวใหญ่สู่โลกอินเทอร์เน็ตที่ ‘ผู้ใช้’ ไม่ใช่ ‘บริษัท’ คือผู้ถือคีย์ตัวจริงของการควบคุม.
ความคิดเห็น 0