ข้อเสนอ BIP-110 จุดชนวนขัดแย้งในชุมชนบิตคอยน์เรื่องการจำกัดข้อมูลธุรกรรม
ข้อเสนอใหม่ที่ต้องการกำหนดเพดานขนาดข้อมูลธุรกรรมบนเครือข่ายบิตคอยน์(BTC) กำลังได้รับแรงสนับสนุนจากผู้ประกอบการโหนดบางส่วน ท่ามกลางความกังวลเรื่อง ‘ข้อมูลสแปม’ และแนวโน้ม ‘รวมศูนย์’ ที่อาจคุกคามหลักการพื้นฐานของเครือข่าย โดยในขณะนี้ มีโหนดจำนวน 583 โหนด หรือคิดเป็นประมาณ 2.4% จากทั้งหมดกว่า 24,000 โหนด ที่แสดงการสนับสนุนข้อเสนอดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการถกเถียงทั้งในเชิงเทคนิคและปรัชญาระหว่างผู้ใช้งาน
แกนหลักของข้อเสนอนี้คือ *ข้อเสนอการปรับปรุงบิตคอยน์หมายเลข 110* หรือ *BIP-110* ซึ่งเสนอให้มีการใช้ *ซอฟต์ฟอร์ก* ชั่วคราว เพื่อคืนข้อจำกัดเดิมที่เคยมีในขนาดข้อมูลธุรกรรม และช่องคำสั่ง OP_RETURN ซึ่งเปิดให้ใส่ข้อมูลทั่วไปลงในบล็อกเชนได้ โดยข้อจำกัดนี้จะมีผลเป็นระยะเวลาหนึ่งปี เป้าหมายคือควบคุมการใส่ข้อมูลที่ไม่เกี่ยวกับการโอนเงิน เช่น การรับรองเวลา หรือข้อมูลนอกระบบฯ
ตามข้อมูลจากแพลตฟอร์ม *Bitcoin Portal* ข้อเสนอนี้ได้รับการสนับสนุนส่วนใหญ่จากโหนดที่ใช้ซอฟต์แวร์ ‘Bitcoin Knots’ ซึ่งเป็นทางเลือกนอกเหนือจาก ‘Bitcoin Core’ และมักใช้โดยผู้ประกอบการที่ไม่เห็นด้วยกับทิศทางการพัฒนาหลักของบิตคอยน์
BIP-110 เสนอให้จำกัดขนาด output ของธุรกรรมไว้ที่ 34 ไบต์ และจำกัดขนาดของข้อมูลใน OP_RETURN ไว้ที่ 83 ไบต์ เป็นการตอบโต้การตัดข้อจำกัดเหล่านี้ออกจากเวอร์ชัน Bitcoin Core 30 ที่เปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งมีเสียงวิจารณ์ในขณะนั้นว่าขาดความเห็นพ้องในชุมชน และอาจส่งเสริมแนวโน้มรวมศูนย์
การเปิดให้ใส่ข้อมูลได้อย่างไม่จำกัดใน OP_RETURN นำไปสู่ความกังวลว่า อาจเพิ่มภาระต่อผู้ประกอบการโหนดในด้านพื้นที่จัดเก็บและแบนด์วิดท์ ซึ่งอาจทำให้การรันโหนดด้วยตัวเองกลายเป็นเรื่องยาก ส่งผลให้ระบบโน้มน้าวไปสู่การรวมศูนย์ในมือของผู้ให้บริการรายใหญ่
นักการศึกษาเรื่องคริปโตอย่าง *แมทธิว แครตเตอร์* ได้แสดงความเห็นเชิงวิจารณ์ โดยเปรียบเปรยว่า “การปล่อยให้ข้อมูลธุรกรรมถูกใช้อย่างเสรี ก็ไม่ต่างกับปล่อยให้ ‘ปรสิต’ เข้ามากัดกินระบบเครือข่าย” พร้อมเตือนว่า การแทรกแซงข้อมูลจำนวนมากในระยะยาว อาจส่งผลกระทบต่อความแข็งแกร่งของบิตคอยน์ทั้งในเชิงโครงสร้างและธรรมาภิบาล
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่สนับสนุน BIP-110 ยืนยันว่า นี่เป็นเพียง ‘มาตรการชั่วคราว’ เพื่อเป็นช่วงเวลาในการประเมินว่า ข้อจำกัดเหล่านี้มีผลลัพธ์เชิงบวกหรือไม่ โดยหลังจากครบหนึ่งปี จึงค่อยมาพิจารณาว่าจะขยายเวลาหรือปรับปรุงข้อเสนออย่างไร
ด้านผู้ไม่เห็นด้วย เช่นนักพัฒนา ‘บิตคอยน์คอร์’ อย่าง *เจมสัน ล็อปป์* แย้งว่า การจำกัดข้อมูลแบบนี้ไม่สามารถหยุดกิจกรรมสแปมได้จริง และอาจแค่ผลักปัญหาไปยังระดับโปรโตคอลอื่นแทน เขาเสนอว่า *กลไกราคา* ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อควบคุมการใช้พื้นที่ในบล็อกอย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อถกเถียงนี้สะท้อนถึงแรงตึงระหว่างสองค่านิยมหลักของบิตคอยน์: ‘การกระจายศูนย์อำนาจ’ กับ ‘ความยืดหยุ่นในการขยายระบบ’ ว่าควรให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากกว่ากัน ขณะที่อนาคตของ BIP-110 จะเผยให้เห็นทิศทางของเครือข่ายว่าจะยึดถือหลักการใดเป็นหลักในวิวัฒนาการต่อไปของบิตคอยน์
ความคิดเห็น 0